แม่มดแห่งเรือนขุนนาง
Chapter 1 — แม่มดแห่งเรือนขุนนาง
เสียงกระดิ่งลมดังแผ่วเบา ราวเสียงกระซิบของวิญญาณร้าย กลางดึกสงัดในหมู่บ้านห้วยเมฆ ฉัน, รินรดา, สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ฝันถึงหญิงสาวในชุดไทยโบราณสีดำ ใบหน้าขาวซีด ดวงตาแดงก่ำ จ้องมองมาอย่างอาฆาตแค้น
เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามไรผม หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ฉันลุกจากเตียงนอน เดินไปเปิดหน้าต่าง มองออกไปยังความมืดมิดเบื้องนอก แสงจันทร์ส่องลอดเมฆลงมาบ้างเป็นบางครั้ง เผยให้เห็นทิวทัศน์ของหมู่บ้านที่เงียบสงัด บ้านเรือนแต่ละหลังมืดสนิท ไร้ซึ่งแสงไฟใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงเสียงหมาหอนแว่วมาแต่ไกล ชวนให้ขนลุกขนพอง
หมู่บ้านห้วยเมฆ… สถานที่ที่ฉันไม่อยากกลับมามากที่สุด สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย สถานที่ที่คร่าชีวิตพ่อแม่ของฉันไปเมื่อสิบปีก่อน อุบัติเหตุรถยนต์ที่เกิดขึ้นบนถนนสายเก่า ที่ชาวบ้านต่างร่ำลือกันว่ามีวิญญาณร้ายคอยสิงสู่
ฉันกลับมาที่นี่อีกครั้ง เพราะพินัยกรรมของคุณพ่อ ที่ระบุว่าฉันจะต้องกลับมาดูแล “เรือนแก้ว” บ้านเก่าแก่ที่ตั้งอยู่สุดหมู่บ้าน บ้านที่ฉันเคยอาศัยอยู่เมื่อวัยเด็ก บ้านที่เต็มไปด้วยเรื่องราวลึกลับ และบ้านที่ฉันสาบานว่าจะไม่เหยียบย่างเข้ามาอีก
เรือนแก้ว… ชื่อที่ฟังดูสวยงาม แต่กลับซ่อนไว้ซึ่งความน่าสะพรึงกลัว บ้านไม้สักสองชั้น ทรงไทยโบราณ ที่มีอายุเกือบสองร้อยปี ตัวบ้านทาสีเขียวเข้มจนเกือบดำ หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ หน้าต่างทุกบานปิดสนิท ราวกับบ้านร้างที่ถูกทิ้งร้างมานาน
ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณบ้าน ความรู้สึกเย็นยะเยือกก็แล่นเข้าสู่ร่างกาย ราวกับมีใครกำลังจ้องมองอยู่ ฉันมองไปรอบๆ บริเวณบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แสงจันทร์ส่องลอดลงมาเพียงเล็กน้อย ทำให้บรรยากาศดูวังเวงและน่ากลัวยิ่งขึ้น
ฉันไขกุญแจประตูบ้าน เดินเข้าไปข้างใน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที กลิ่นอับชื้นและกลิ่นของไม้เก่าโชยมาแตะจมูก ฉันคลำหาสวิตช์ไฟ เปิดไฟในห้องโถง แสงไฟสีส้มนวลส่องสว่างขึ้น เผยให้เห็นสภาพของห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและหยากไย่ เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าแก่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว
ฉันเดินสำรวจบ้านทีละห้อง ทุกห้องยังคงอยู่ในสภาพเดิมเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ห้องนั่งเล่นที่มีเปียโนเก่าตั้งอยู่ ห้องครัวที่มีเตาถ่านขนาดใหญ่ ห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว
เมื่อฉันเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ความรู้สึกขนลุกขนพองก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ฉันรู้สึกเหมือนมีใครกำลังเดินตามหลังมา ฉันหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบใคร ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามบอกตัวเองว่าคิดมากไปเอง
บนชั้นสองมีห้องนอนทั้งหมดสามห้อง ห้องนอนของฉัน ห้องนอนของพี่ชาย และห้องนอนที่ถูกปิดตาย ห้องนอนที่ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไป ห้องนอนที่พ่อแม่บอกว่า “เป็นห้องของคนที่ไม่ต้องการให้ใครรบกวน”
ฉันเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง เปิดประตูเข้าไป แสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นเตียงนอน โต๊ะเขียนหนังสือ และตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างยังคงอยู่ในที่เดิม ฉันเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เสื้อผ้าของฉันยังคงแขวนอยู่ในตู้ ราวกับว่าฉันเพิ่งออกจากห้องไปเมื่อวาน
ฉันหยิบเสื้อคลุมตัวเก่าออกมาสวมใส่ เดินไปนั่งที่เตียงนอน มองไปยังหน้าต่าง ความคิดถึงพ่อแม่ถาโถมเข้ามาในใจ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ฉันพยายามกลั้นน้ำตาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ น้ำตาไหลอาบแก้ม ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา เสียงที่มาจากข้างหลัง เสียงที่คุ้นเคย เสียงที่ฉันจำได้ขึ้นใจ “รินรดา…”
ฉันสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบใครในห้อง ฉันลุกขึ้นยืน เดินสำรวจห้องอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น ฉันคิดว่าตัวเองคงหูแว่วไปเอง
ฉันเดินกลับไปนั่งที่เตียงนอน พยายามสงบสติอารมณ์ แต่เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิม “รินรดา… กลับมาแล้วเหรอ”
ฉันเริ่มรู้สึกกลัวจริงๆ แล้ว ฉันไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่ฉันรู้ว่ามันไม่ได้มาจากคน ฉันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เดินออกจากห้องนอน ตรงไปยังห้องนอนที่ถูกปิดตาย
ฉันยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนที่ถูกปิดตาย มองไปยังลูกบิดประตูที่เป็นสนิมเขรอะ ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมาที่นี่ แต่ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังดึงดูดฉันเข้าไป
ฉันเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู หมุนมันอย่างช้าๆ ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นความมืดมิดที่อยู่ภายในห้อง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นของดอกไม้แห้งโชยออกมาแตะจมูก
ฉันก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที ฉันคลำหาสวิตช์ไฟ แต่ก็ไม่พบ ฉันเดินเข้าไปข้างในอย่างช้าๆ มือของฉันสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่เย็นเยียบ ฉันสะดุ้งสุดตัว
ฉันค่อยๆ คลำไปตามสิ่งที่ฉันสัมผัส มันคือรูปปั้น… รูปปั้นของผู้หญิง รูปปั้นที่ทำจากหินอ่อน รูปปั้นที่ดูเหมือนจริงมาก
ฉันคลำไปตามใบหน้าของรูปปั้น ใบหน้าที่สวยงาม ใบหน้าที่คุ้นเคย ใบหน้าที่เหมือนกับ… แม่ของฉัน
ทันใดนั้น แสงจันทร์ก็ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในห้อง ส่องไปยังรูปปั้น เผยให้เห็นดวงตาของรูปปั้น ดวงตาที่กำลังจ้องมองมาที่ฉัน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
และในวินาทีนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบา เสียงหัวเราะที่มาจากรูปปั้น เสียงหัวเราะที่ทำให้ฉันขนลุกขนพอง เสียงหัวเราะที่บ่งบอกว่า… ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องนี้
ฉันกรีดร้องออกมาสุดเสียง วิ่งออกจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต ปิดประตูห้องอย่างแรง กลอนประตูถูกล็อกจากด้านใน ฉันพยายามเปิดประตู แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้ ฉันรู้ว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในห้องนั้น… บางอย่างที่ไม่ต้องการให้ฉันออกไป
ฉันวิ่งลงไปยังชั้นล่าง วิ่งออกจากบ้าน วิ่งเข้าไปในความมืดมิดของหมู่บ้านห้วยเมฆ ฉันไม่รู้ว่ากำลังวิ่งไปไหน แต่ฉันรู้ว่าต้องหนี… หนีจากเรือนแก้ว หนีจากเสียงหัวเราะ หนีจากความอาฆาตแค้น
ฉันวิ่งไปจนถึงศาลเพียงตาที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ศาลเพียงตาที่ชาวบ้านต่างให้ความเคารพนับถือ ศาลเพียงตาที่เชื่อกันว่าเป็นที่สิงสถิตของเจ้าที่เจ้าทาง
ฉันทรุดตัวลงนั่งหน้าศาลเพียงตา ยกมือไหว้ขอพร ขอให้เจ้าที่เจ้าทางช่วยคุ้มครองฉันจากสิ่งชั่วร้าย ขอให้ฉันปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา เสียงที่มาจากข้างหลัง เสียงที่คุ้นเคย เสียงที่ฉันจำได้ขึ้นใจ “รินรดา… หนีไปไหน”
ฉันหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบใคร ฉันเริ่มรู้สึกสับสนและหวาดกลัว ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่รู้ว่าใครกำลังตามฉัน ฉันไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นฉัน
ฉันลุกขึ้นยืน วิ่งหนีอีกครั้ง วิ่งเข้าไปในความมืดมิด วิ่งไปจนถึง… ป่าช้า