คฤหาสน์แห่งสาปสรรค์
Chapter 1 — คฤหาสน์แห่งสาปสรรค์
เสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับเสียงของนกที่ถูกทรมาน ฉีกกระชากความเงียบสงัดของยามรัตติกาล นันทิยาตื่นขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมาจากอก
เธอหอบหายใจ พยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืดมิดภายในห้องนอน แสงจันทร์สลัวลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้พอจะมองเห็นโครงร่างของเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่วางเรียงรายอยู่ภายในห้องได้ลางๆ
นันทิยาอาศัยอยู่ในเรือนไทยโบราณหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชัน ห่างไกลจากหมู่บ้าน เรือนหลังนี้เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของเธอ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องเล่าขานอันน่าสะพรึงกลัว
ตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เมื่อสามเดือนก่อน นันทิยาก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ประหลาดมากมาย ทั้งเสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยิน เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นในยามวิกาล และเงาประหลาดที่ปรากฏขึ้นตามมุมต่างๆ ของบ้าน
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความรู้สึกที่ว่ามีใครบางคน หรืออะไรบางอย่าง กำลังจับจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา
เธอพยายามบอกตัวเองว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ภาพหลอนที่เกิดจากความเหนื่อยล้าและความเครียด แต่เสียงกรีดร้องที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้ ทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในเรือนหลังนี้
นันทิยาตัดสินใจลุกจากเตียง เธอเดินไปเปิดโคมไฟข้างเตียง แสงสว่างสีส้มนวลช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไปได้บ้าง แต่ก็ไม่อาจทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นได้
เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าเท่านั้นที่ช่วยให้มองเห็นต้นไม้สูงใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่านอยู่รอบๆ เรือน
ทันใดนั้น นันทิยาก็สังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เงาดูคล้ายกับร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่รูปร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ
นันทิยาเบิกตากว้าง จ้องมองไปยังเงาอย่างไม่เชื่อสายตา เงาค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรือนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าต่างห้องของเธอ
นันทิยาแทบกลั้นหายใจ เธอพยายามมองให้ชัดเจนว่าเงาที่เห็นนั้นคืออะไร แต่เงากลับจางหายไปในความมืดมิด
เธอรีบดึงผ้าม่านมาปิดหน้าต่างอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมา เธอทรุดตัวลงนั่งบนเตียง พยายามควบคุมสติอารมณ์ของตัวเอง
“มันเป็นแค่ภาพลวงตา” เธอบอกกับตัวเอง “ฉันคิดมากเกินไป”
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกหวาดกลัวที่เกาะกุมอยู่ในใจออกไปได้
คืนนั้น นันทิยานอนไม่หลับทั้งคืน เธอพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง พยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็ไม่สำเร็จ ภาพของเงาประหลาดยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ
เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มสาดส่องเข้ามาในห้อง นันทิยาจึงลุกขึ้นจากเตียงด้วยความอ่อนล้า เธอเดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านออก แสงแดดยามเช้าส่องสว่างเข้ามาในห้อง ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติ เธอตัดสินใจว่าจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเรือนหลังนี้
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ นันทิยาก็เดินลงไปข้างล่าง เธอเดินตรงไปยังห้องสมุด ซึ่งเป็นห้องที่เธอชอบมาใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด
ห้องสมุดเต็มไปด้วยหนังสือเก่าแก่มากมายที่เรียงรายอยู่บนชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน นันทิยาเดินสำรวจหนังสือเหล่านั้นอย่างตั้งใจ เธอหวังว่าจะได้พบเบาะแสบางอย่างที่อาจช่วยไขปริศนาที่เกิดขึ้นในเรือนหลังนี้ได้
เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งลงมาจากชั้น หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “ตำนานเรือนพระนาง” นันทิยาเปิดหนังสืออ่านอย่างละเอียด
หนังสือเล่มนี้เล่าถึงเรื่องราวของพระนางทิพย์เกสร อดีตเจ้าของเรือนหลังนี้ พระนางทิพย์เกสรเป็นสตรีที่งดงามและฉลาดเฉลียว แต่ชีวิตของพระนางกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
พระนางทิพย์เกสรถูกบังคับให้แต่งงานกับขุนนางชราที่มีอำนาจ แต่พระนางไม่ได้รักเขาเลย พระนางแอบมีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนรับใช้ในเรือน
เมื่อความสัมพันธ์ของพระนางถูกเปิดเผย พระนางและชายชู้ก็ถูกลงโทษอย่างทารุณ พระนางถูกขังไว้ในห้องใต้ดินของเรือน และถูกปล่อยให้อดตายในที่สุด ส่วนชายชู้ก็ถูกประหารชีวิต
ตำนานเล่าว่าวิญญาณของพระนางทิพย์เกสรยังคงวนเวียนอยู่ในเรือนหลังนี้ เพื่อรอคอยการแก้แค้น
นันทิยาอ่านเรื่องราวของพระนางทิพย์เกสรด้วยความรู้สึกสั่นสะท้าน เธอรู้สึกสงสารและเห็นใจพระนางเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้น นันทิยาก็สังเกตเห็นข้อความบางอย่างที่ถูกเขียนไว้ที่หน้าสุดท้ายของหนังสือ ข้อความนั้นเขียนด้วยลายมือที่สั่นเทาว่า “จงระวังเงาที่อยู่ในกระจก”
นันทิยาขมวดคิ้ว เธอไม่เข้าใจว่าข้อความนี้หมายถึงอะไร แต่เธอรู้สึกได้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในเรือนหลังนี้อย่างแน่นอน
เธอเดินไปที่กระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง เธอจ้องมองเข้าไปในกระจก พยายามมองหาเงาอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ
แต่สิ่งที่เธอเห็นก็เป็นเพียงแค่เงาของตัวเองเท่านั้น
นันทิยาถอนหายใจด้วยความผิดหวัง เธอคิดว่าเธอคงคิดมากเกินไป
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับ เธอก็สังเกตเห็นเงาบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังเธอ เงาดูคล้ายกับร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่รูปร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ
นันทิยาหันกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบใคร
เธอหันกลับมามองกระจกอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นเงาของผู้หญิงคนนั้นชัดเจนขึ้น เงาจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
นันทิยาหวีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด เธอถอยหลังกรูดไปชนกับชั้นหนังสือ หนังสือร่วงลงมากระจัดกระจายเต็มพื้น
เธอรีบวิ่งออกจากห้องสมุดด้วยความเร็ว เธอไม่กล้าหันหลังกลับไปมอง
เธอวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง ล็อกประตูห้องอย่างแน่นหนา เธอทรุดตัวลงนั่งบนเตียง หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า
เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนหลังนี้ไม่ใช่แค่ภาพหลอน เธอถูกวิญญาณของพระนางทิพย์เกสรกำลังคุกคาม
แต่ทำไม? ทำไมวิญญาณของพระนางทิพย์เกสรถึงต้องการทำร้ายเธอ?
นันทิยาไม่รู้คำตอบ แต่เธอรู้ว่าเธอจะต้องหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ให้ได้
เธอตัดสินใจว่าจะต้องออกไปจากเรือนหลังนี้ เธอจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนภายนอก
เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก แสงแดดยามบ่ายส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
เธอเปิดประตูห้อง เดินออกมาข้างนอก เธอเดินลงบันไดอย่างระมัดระวัง
เมื่อเธอเดินลงมาถึงชั้นล่าง เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากห้องใต้ดิน
เสียงนั้นเป็นเสียงกระซิบที่แผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่จะทำให้เธอได้ยิน
“นันทิยา… นันทิยา…”
เสียงนั้นเรียกชื่อของเธอ
นันทิยาตัวแข็งทื่อ เธอไม่กล้าขยับเขยื้อน
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิม
“นันทิยา… มาหาข้า…”
นันทิยารู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังดึงเธอลงไปในห้องใต้ดิน
เธอพยายามฝืนตัวเองไม่ให้เดินลงไป แต่ร่างกายของเธอกลับไม่เชื่อฟัง
เธอค่อยๆ ก้าวเท้าลงบันไดทีละขั้น ทีละขั้น
แสงสว่างค่อยๆ หายไป ความมืดมิดค่อยๆ ปกคลุม
เมื่อเธอเดินลงมาถึงห้องใต้ดิน เธอก็เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
ร่างนั้นเป็นร่างของพระนางทิพย์เกสร
พระนางทิพย์เกสรจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“เจ้า… เจ้าคือผู้ที่มาแทนที่ข้า…” พระนางทิพย์เกสรกล่าว
“ข้า… ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย…” นันทิยากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
“เจ้าจะต้องชดใช้…” พระนางทิพย์เกสรกล่าว
ทันใดนั้น พระนางทิพย์เกสรก็พุ่งเข้ามาหานันทิยา
นันทิยากรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เธอพยายามวิ่งหนี แต่ก็ไม่ทัน
พระนางทิพย์เกสรจับตัวเธอไว้แน่น
“ข้าจะเอาวิญญาณของเจ้า…” พระนางทิพย์เกสรกล่าว
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง