ย้อนวันรักที่จากลา

Chapter 1 — ย้อนวันรักที่จากลา

เสียงโทรศัพท์ดังแสบแก้วหูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนอน ทำให้ฉันสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา ฝ่ามือเรียวควานหามือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงอย่างทุลักทุเล แสงสว่างจากหน้าจอแยงตาจนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ หัวใจก็กระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ ‘คุณสุรพงษ์’

“มีอะไรกันแต่เช้า” ฉันกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อย่างไม่สบอารมณ์นัก น้ำเสียงยังติดจะงัวเงียอยู่บ้าง

“วันนี้วันอะไร จำไม่ได้หรือไง” ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ฟังดูเย็นชาเหมือนเช่นเคย

ฉันขมวดคิ้วมุ่น พยายามประมวลผลในหัวสมองอันเบลอเลือน “วัน…อะไร?”

“วันครบรอบแต่งงานของเราไง สิริ” เสียงทุ้มต่ำนั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดซัดเข้าใส่เต็มแรง

ใช่ วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของเรา…วันที่ฉันอยากจะลืมมันไปให้สิ้น

“ฉันจำได้ค่ะ” ฉันตอบกลับไปเสียงแผ่วเบา

“ดี ถ้าอย่างนั้นตอนเย็นเจอกันที่ร้านอาหารเดิม ฉันจองโต๊ะไว้แล้ว” พูดจบเขาก็กดตัดสายไปทันที ทิ้งให้ฉันนั่งอึ้งอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกที่หลากหลายประดังประเดเข้ามา

ฉันชื่อสิริมา หรือสิริ หญิงสาววัย 28 ปีที่เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาได้ไม่นาน ชีวิตแต่งงานของฉันกับสุรพงษ์จบลงด้วยการหย่าร้างเมื่อหกเดือนก่อน หลังจากที่เราใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาห้าปีเต็ม ห้าปีที่เต็มไปด้วยความสุข ความทรงจำดีๆ และ…ความเจ็บปวด

ฉันลุกขึ้นจากเตียง เดินไปเปิดผ้าม่านให้แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง แสงสีทองอ่อนๆ ทำให้ห้องดูอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ในใจของฉันกลับยังคงรู้สึกหนาวเหน็บอยู่ดี ฉันเดินตรงไปยังห้องน้ำ จัดการชำระล้างร่างกายและแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดสบายๆ ก่อนจะลงไปข้างล่างเพื่อหาอะไรทาน

บ้านที่ฉันอาศัยอยู่ตอนนี้เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่เงียบสงบชานเมืองกรุงเทพฯ ฉันซื้อบ้านหลังนี้ด้วยเงินเก็บของตัวเองหลังจากที่หย่ากับสุรพงษ์ ฉันอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่มีความทรงจำเก่าๆ คอยตามหลอกหลอน

ฉันเดินเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นหยิบไข่ไก่และนมสดออกมาทำอาหารเช้าง่ายๆ ระหว่างที่กำลังทอดไข่ดาว กลิ่นหอมๆ ของกาแฟก็ลอยมาแตะจมูก ฉันหันไปมองก็เห็นคุณป้าสมร แม่บ้านที่คอยดูแลฉันมาตั้งแต่เด็กกำลังชงกาแฟให้

“คุณสิริทานอะไรหรือยังคะ” คุณป้าสมรถามด้วยความเป็นห่วง

“ยังเลยค่ะ ป้าสมรทานด้วยกันไหมคะ” ฉันตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม

“ขอบคุณค่ะ แต่ป้าทานมาแล้ว คุณสิริทานเยอะๆ นะคะ ผอมไปเยอะเลย” คุณป้าสมรพูดพลางมองฉันด้วยสายตาเป็นห่วง

ฉันรู้ว่าคุณป้าสมรเป็นห่วงฉันมาก ตั้งแต่ที่ฉันหย่ากับสุรพงษ์ คุณป้าสมรก็คอยดูแลเอาใจใส่ฉันเป็นพิเศษ คอยชวนฉันคุย คอยทำอาหารอร่อยๆ ให้ทาน คุณป้าสมรเปรียบเสมือนคนในครอบครัวของฉัน

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็ขับรถออกไปทำงาน ฉันทำงานเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง งานของฉันค่อนข้างยุ่ง แต่ฉันก็ชอบมัน ฉันรักการอ่านและการเขียน การได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับหนังสือจึงเป็นสิ่งที่ฉันมีความสุข

ระหว่างวัน ฉันพยายามจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ไม่ให้ความคิดฟุ้งซ่านไปถึงเรื่องนัดทานอาหารเย็นกับสุรพงษ์ แต่ก็เป็นไปได้ยากเหลือเกิน ภาพความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาในหัวเป็นระยะๆ ทั้งภาพที่เรามีความสุขด้วยกัน และภาพที่เราทะเลาะกันอย่างรุนแรง

ฉันกับสุรพงษ์เจอกันครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นฉันยังเป็นนักศึกษาปีสอง ส่วนเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เราตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว และตัดสินใจแต่งงานกันหลังจากคบกันได้เพียงสองปี ชีวิตแต่งงานของเราในช่วงแรกๆ เต็มไปด้วยความสุข เราไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ ทำอาหารทานด้วยกันที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกัน เรามีความสุขมาก

แต่ความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อธุรกิจของสุรพงษ์เริ่มมีปัญหา เขาเริ่มเครียดและหงุดหงิดง่ายขึ้น เราทะเลาะกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้เสมอ สุรพงษ์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น และเริ่มดื่มเหล้าหนักขึ้น ฉันพยายามเข้าใจและให้กำลังใจเขา แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นผล

สุดท้าย สุรพงษ์ก็เริ่มนอกใจฉัน เขาไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่น ฉันจับได้โดยบังเอิญ และมันทำให้ฉันเสียใจมาก ฉันตัดสินใจขอหย่ากับเขา แม้ว่าในใจจะยังรักเขาอยู่มากก็ตาม ฉันรู้ว่าการอยู่กับคนที่ไม่ได้รักเราแล้วมันไม่มีความสุข ฉันไม่อยากทนอยู่กับความเจ็บปวดอีกต่อไป

เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ฉันขับรถตรงไปยังร้านอาหารที่สุรพงษ์นัดไว้ ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลียนหรูที่ตั้งอยู่ในโรงแรมห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เราเคยมาทานอาหารที่นี่ด้วยกันบ่อยๆ ในช่วงที่เรายังรักกัน

ฉันจอดรถและเดินเข้าไปในร้าน พนักงานต้อนรับเดินเข้ามาต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีค่ะ คุณสิริมาใช่ไหมคะ คุณสุรพงษ์รออยู่ที่โต๊ะแล้วค่ะ”

ฉันพยักหน้าและเดินตามพนักงานต้อนรับไปยังโต๊ะที่สุรพงษ์นั่งรออยู่ เมื่อเห็นฉัน สุรพงษ์ก็ลุกขึ้นยืนและดึงเก้าอี้ให้ฉันนั่ง

“มาแล้วเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ค่ะ” ฉันตอบกลับไปสั้นๆ

เรานั่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ฉันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ฉันไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากการนัดทานอาหารเย็นครั้งนี้

“สบายดีไหม” ในที่สุดสุรพงษ์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

“ก็เรื่อยๆ ค่ะ คุณล่ะคะ” ฉันตอบกลับไป

“ก็เหมือนเดิม” เขาตอบสั้นๆ

เราสั่งอาหารและเครื่องดื่ม และทานอาหารกันไปเงียบๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอึดอัด ฉันรู้สึกเหมือนมีกำแพงบางๆ กั้นขวางระหว่างเราสองคน

“ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” สุรพงษ์พูดขึ้นหลังจากที่เราทานอาหารกันเสร็จ

ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย “เรื่องอะไรคะ”

“ฉัน…” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า “ฉันอยากขอโอกาสจากเธออีกครั้ง”

คำพูดของสุรพงษ์ทำให้ฉันตกตะลึง ฉันไม่คิดว่าเขาจะพูดอะไรแบบนี้ ฉันจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน

“คุณหมายความว่ายังไง” ฉันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ฉันรู้ว่าฉันทำผิดกับเธอไว้มาก ฉันขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยทำ ฉันรู้ว่ามันอาจจะสายเกินไป แต่ฉันอยากขอโอกาสจากเธออีกครั้ง ฉันอยากเริ่มต้นใหม่กับเธอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

น้ำตาเริ่มคลอเบ้า ฉันไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ฉันยังรักเขาอยู่ แต่ฉันก็ยังกลัวที่จะต้องเจ็บปวดอีกครั้ง

“ฉัน…” ฉันพูดไม่ออก

“ฉันรู้ว่ามันยากที่จะเชื่อใจฉันอีกครั้ง แต่ฉันสัญญาว่าฉันจะทำให้ดีที่สุด ฉันจะดูแลเธอให้ดีกว่าเดิม ฉันจะไม่มีวันทำให้เธอเสียใจอีก” เขาพูดพลางจับมือฉันไว้

สัมผัสของเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ฉันรู้สึกสับสนมากขึ้น ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร

“ให้เวลาฉันคิดหน่อยได้ไหมคะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ได้สิ ฉันจะรอเธอ” เขาตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

เรานั่งคุยกันต่ออีกเล็กน้อย ก่อนที่ฉันจะขอตัวกลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันครุ่นคิดถึงคำพูดของสุรพงษ์ตลอดเวลา ฉันไม่รู้ว่าควรจะให้โอกาสเขาอีกครั้งดีหรือไม่

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันตรงไปยังห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน ฉันหลับตาลง พยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็ทำไม่ได้ ความคิดต่างๆ วิ่งวนอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อน

ในขณะที่ฉันกำลังนอนคิดอะไรเพลินๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ฉันหยิบมือถือขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจกดรับสาย

“สวัสดีค่ะ” ฉันพูด

“สวัสดีค่ะ คุณสิริมาใช่ไหมคะ” ปลายสายถามด้วยน้ำเสียงหวานใส

“ใช่ค่ะ ดิฉันเอง” ฉันตอบกลับไป

“ดิฉันชื่อเมค่ะ ดิฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกให้คุณทราบเกี่ยวกับคุณสุรพงษ์ค่ะ”

คำพูดของเธอทำให้ฉันใจหายวาบ ฉันรู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี

“เรื่องอะไรคะ” ฉันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“คือว่า…ดิฉันกำลังตั้งท้องลูกของคุณสุรพงษ์ค่ะ”

ราวกับว่าโลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน ฉันรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร หรือทำอะไรต่อไป ฉันได้ยินเพียงเสียงของเธอที่พูดอะไรบางอย่างต่อ แต่ฉันไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว