มรดกตระกูลมืด
Chapter 1 — มรดกตระกูลมืด
เสียงโทรศัพท์ดังกรีดแทงความเงียบสงัดของห้องนอนหรู นาฬิกาข้างเตียงบอกเวลาตีสามครึ่ง แสงจันทร์สาดส่องลอดผ้าม่านเนื้อดีเข้ามาเป็นทางยาวบนพื้นห้อง ร่างระหงบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปควานหาสาเหตุของเสียงกวนใจอย่างหงุดหงิด
“ใครวะเนี่ย…โทรมาอะไรนักหนา” เสียงหวานบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ก่อนจะกดรับสายโดยไม่ดูชื่อ
“แก้ว…” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังลอดเข้ามาในโสตประสาท ทำเอาหญิงสาวสะดุ้งตื่นเต็มตา
“พี่ภพ!” แก้วเกล้าผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกใจและเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมพี่ถึงโทรมาตอนนี้”
“พ่อ…” เสียงของภพขาดหายไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พ่อโดนยิง”
แก้วเกล้ารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม “ว่าไงนะคะ! พ่อโดนยิงเหรอคะ แล้วตอนนี้ท่านเป็นยังไงบ้าง!”
“ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล…แก้วรีบมาหาพ่อที่โรงพยาบาล…” ภพพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน ก่อนจะตัดสายไป
แก้วเกล้าแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เธอรีบลงจากเตียง วิ่งวุ่นไปมาในห้องเพื่อหาเสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ มือไม้สั่นเทาไปหมด ความคิดตีรวนอยู่ในหัว เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้
พ่อของเธอ หรือที่ใครๆ ต่างรู้จักในนาม “เจ้าสัวสิงห์” เป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคเหนือ ผู้กุมบังเหียนธุรกิจสีเทาทุกประเภทไว้ในมือ ไม่ว่าจะเป็นบ่อน คลับ หรือแม้กระทั่งธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ นานา ไม่มีใครกล้าหือกับเจ้าสัวสิงห์ เพราะรู้ดีว่าจุดจบของคนที่คิดต่อกรกับท่านเป็นอย่างไร
แต่ถึงแม้ภายนอกเจ้าสัวสิงห์จะดูน่ากลัวและโหดเหี้ยม แต่สำหรับแก้วเกล้าแล้ว ท่านคือพ่อที่ใจดีและอบอุ่นเสมอ ท่านเลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ ไม่เคยขัดใจเธอเลยสักครั้ง แก้วเกล้ารักและเคารพพ่อของเธอมาก เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีใครกล้าทำร้ายท่านได้
ระหว่างที่นั่งรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาล แก้วเกล้าพยายามโทรหาภพหลายครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย เธอเริ่มกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อยๆ กลัวว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับพ่อของเธอ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แก้วเกล้ารีบวิ่งเข้าไปในตึก มองหาภพด้วยสายตาที่ร้อนรน ในที่สุดเธอก็เห็นเขานั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน สีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาแดงก่ำ
“พี่ภพ!” แก้วเกล้าร้องเรียก เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้า
“แก้ว…” เขาโผเข้ามากอดเธอแน่น “พ่อ…”
“ท่านเป็นยังไงบ้างคะ” แก้วเกล้ารีบถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ภพส่ายหน้า “ยังไม่รู้เลย หมอกำลังผ่าตัดอยู่”
แก้วเกล้ารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ เธอพยายามกลั้นน้ำตาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง
“ต้องไม่เป็นอะไรค่ะ พี่ภพ พ่อต้องไม่เป็นอะไร” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง
ทั้งสองคนนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างกระวนกระวายใจ เวลาผ่านไปนานเหมือนชั่วนิรันดร์ ในที่สุดไฟเหนือประตูห้องก็ดับลง หมอเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
“คุณหมอคะ! พ่อของฉันเป็นยังไงบ้างคะ” แก้วเกล้ารีบเข้าไปถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
หมอมองหน้าเธอด้วยสายตาที่เห็นใจ “เสียใจด้วยนะครับ คนไข้เสียชีวิตแล้ว”
โลกทั้งใบของแก้วเกล้าแตกสลายลงตรงหน้า เธอทรุดตัวลงกับพื้น ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร พ่อของเธอ…คนที่เธอรักมากที่สุด…จากเธอไปแล้ว
ภพรีบเข้ามาประคองเธอไว้ในอ้อมกอด เขาเองก็เสียใจไม่แพ้กัน เพราะเจ้าสัวสิงห์เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองของเขา แต่เขาต้องเข้มแข็งเพื่อแก้วเกล้า เขาต้องดูแลเธอให้ดีที่สุด
หลังจากจัดการเรื่องศพของเจ้าสัวสิงห์เสร็จสิ้น แก้วเกล้าและภพก็กลับมาที่บ้าน บ้านหลังใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ ตอนนี้กลับเงียบเหงาและวังเวง
แก้วเกล้าเดินเข้าไปในห้องทำงานของพ่อ สำรวจทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสาร เก้าอี้หนังตัวโปรด รูปถ่ายครอบครัวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ราวกับว่าเจ้าสัวสิงห์ยังคงอยู่ที่นี่
เธอเดินไปหยุดอยู่ที่ตู้เซฟขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง พ่อของเธอหวงตู้เซฟนี้มาก ไม่เคยให้ใครเข้าใกล้เลย แก้วเกล้าไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่เธอเชื่อว่ามันต้องมีความลับบางอย่างที่พ่อของเธอซ่อนไว้
เธอพยายามเปิดตู้เซฟ แต่ก็ไม่สำเร็จ มันต้องใช้รหัสผ่าน แต่เธอไม่รู้รหัสอะไรเลย
“แก้ว…” เสียงของภพดังขึ้นจากด้านหลัง “ทำอะไรอยู่เหรอ”
“หนูพยายามจะเปิดตู้เซฟค่ะ” แก้วเกล้าตอบ “พ่อหวงตู้เซฟนี้มาก หนูอยากรู้ว่าข้างในมีอะไร”
ภพเดินเข้ามาใกล้ “พ่อไม่เคยบอกรหัสกับใครเลยนะ”
“นั่นสิคะ” แก้วเกล้าถอนหายใจ “หนูไม่รู้จะทำยังไงดี”
ทันใดนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นรูปถ่ายครอบครัวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ รูปนั้นถ่ายเมื่อตอนที่เธออายุสิบขวบ ในรูปมีเธอ พ่อ และแม่ของเธอ แม่ของเธอเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
แก้วเกล้าจ้องมองรูปถ่ายนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน ที่ข้อมือของแม่เธอมีรอยสักรูปดอกกุหลาบเล็กๆ รอยสักที่พ่อของเธอเคยบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของท่านที่มีต่อแม่
“พี่ภพ…” แก้วเกล้าร้องเรียก “หนูว่าหนูรู้รหัสแล้ว”
เธอหันไปที่ตู้เซฟ กดรหัส “2507” วันเกิดของแม่เธอ แล้วกดปุ่ม #
ตู้เซฟเปิดออก
ข้างในตู้เซฟมีเอกสารมากมาย แก้วเกล้าหยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน มันคือพินัยกรรมของเจ้าสัวสิงห์
“อะไรนะคะ!” แก้วเกล้าร้องออกมาด้วยความตกใจ “พินัยกรรม…”
ภพรีบเข้ามาดู “มีอะไรเหรอแก้ว”
แก้วเกล้ายื่นพินัยกรรมให้เขาอ่าน
“เป็นไปไม่ได้…” ภพพึมพำ “พ่อจะยกทุกอย่างให้คนอื่นได้ยังไง”
ในพินัยกรรมระบุว่า หากเจ้าสัวสิงห์เสียชีวิตลง ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของท่านจะตกเป็นของ… “นายศรัณย์ ราชภักดี”
“ใครคือศรัณย์ ราชภักดี!” แก้วเกล้าร้องถามด้วยความโกรธ “ทำไมพ่อถึงยกทุกอย่างให้คนอื่น!”
ทันใดนั้นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว กระสุนพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาเฉียดแก้มของแก้วเกล้าไปนิดเดียว
“แก้ว!” ภพร้องด้วยความตกใจ เขาผลักเธอลงไปหลบอยู่ข้างโต๊ะ
“มีคนบุกเข้ามา!” เขาตะโกน “รีบหนีเร็ว!”
ทั้งสองคนคลานต่ำออกจากห้องทำงาน วิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าใครกำลังตามล่าพวกเขา และทำไมพวกเขาถึงต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้
ขณะที่กำลังวิ่งหนี แก้วเกล้าเหลือบไปเห็นชายชุดดำคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน ในมือของเขามีปืนกระบอกใหญ่ ชายคนนั้นกำลังเล็งมาที่เธอ
แก้วเกล้ารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น เธอหลับตาปี๋ เตรียมพร้อมรับความตาย
แต่แล้ว…ก็มีเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง…