ไฟรักในม่านหมอก
Chapter 1 — ไฟรักในม่านหมอก
เสียงโทรศัพท์ดังแสบแก้วหูปลุกกัลยาให้ตื่นจากห้วงนิทราอันแสนหวาน นิ้วเรียวควานหาต้นตอของเสียงกวนใจบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะพบว่ามันคือโทรศัพท์มือถือเครื่องโปรดที่กำลังสั่นระรัวด้วยสายเรียกเข้าจาก ‘คุณแม่’
“โธ่… อะไรกันแต่เช้าเนี่ย” กัลยาพึมพำกับตัวเองอย่างงัวเงีย ก่อนจะตัดสินใจกดรับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงียสุดขีด “สวัสดีค่ะคุณแม่ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“กัลยา! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วลูก ทำไมยังไม่ตื่นอีก แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าวันนี้มีนัดสำคัญ” เสียงมารดาแผดดังลั่นมาตามสาย ทำเอากัลยาต้องรีบยกโทรศัพท์ออกห่างจากหูแทบไม่ทัน
“นัดอะไรคะคุณแม่ หนูจำไม่ได้เลย” กัลยาตอบกลับไปด้วยความสงสัย
“โอ๊ย… ยัยลูกคนนี้นี่มันน่าตีจริงๆ เลยนะ วันนี้เป็นวันที่ลูกต้องไปพบกับคุณธนากรณ์ไงล่ะ!”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น กัลยาก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่เธอเผลอลืมเรื่องสำคัญขนาดนี้ไปได้อย่างไรกัน
“คุณธนากรณ์… คุณแม่หมายถึงว่าที่คู่หมั้นของหนูเหรอคะ”
“ใช่แล้วสิ! แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้ทำตัวให้ดีๆ อย่าให้ขายหน้าวงศ์ตระกูลเด็ดขาด”
“แต่คุณแม่คะ หนูยังไม่อยากแต่งงานเลยนี่นา” กัลยาโอดครวญด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“ไม่ได้! เรื่องนี้ไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น พ่อของลูกตกลงกับคุณท่านธำรงค์ไว้แล้ว ลูกมีหน้าที่แค่ทำตามเท่านั้น!” มารดิตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
กัลยาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เธอรู้ดีว่าเมื่อบิดามารดาตัดสินใจอะไรไปแล้ว ก็ไม่มีทางที่เธอจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย
กัลยา ลืมตาขึ้นมามองเพดานห้องนอนสีขาวสะอาดของตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย ชีวิตของเธอช่างเหมือนนกน้อยในกรงทอง ที่ดูเหมือนจะมีความสุขสบาย แต่กลับขาดอิสระในการเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง
เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลอัครวรกุล ตระกูลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในวงสังคมชั้นสูงของประเทศไทย บิดาของเธอคือคุณอนันต์ อัครวรกุล นักธุรกิจชื่อดังผู้ทรงอิทธิพล ส่วนมารดาของเธอคือคุณหญิงอารีย์ อัครวรกุล อดีตนางงามผู้สง่างามและเพียบพร้อม
ด้วยฐานะทางสังคมที่สูงส่ง ทำให้กัลยาถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม เธอได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ได้เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม และมารยาทสังคมต่างๆ แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่เคยได้รับอิสระในการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองเลย
ตั้งแต่เด็กจนโต กัลยาถูกวางกรอบให้เดินตามเส้นทางที่บิดามารดาขีดไว้ให้ เธอต้องเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของวงศ์ตระกูล และที่สำคัญที่สุดคือ เธอต้องแต่งงานกับคนที่เหมาะสม ที่จะสามารถเสริมสร้างความมั่นคงให้กับตระกูลอัครวรกุลได้
และคนที่บิดามารดาของเธอเลือกให้ก็คือ คุณธนากรณ์ ธนบดีสกุล ทายาทคนเดียวของตระกูลธนบดีสกุล ตระกูลนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ การแต่งงานของเธอกับธนากรณ์จึงเป็นเหมือนการผูกสัมพันธ์ทางธุรกิจครั้งใหญ่ ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองตระกูล
แต่สำหรับกัลยาแล้ว การแต่งงานครั้งนี้กลับเป็นเหมือนฝันร้ายที่คืบคลานเข้ามาในชีวิต เธอไม่ได้รักธนากรณ์ ไม่เคยแม้แต่จะรู้จักเขาเป็นการส่วนตัว พวกเขาเคยเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งในงานสังคมต่างๆ และทุกครั้ง ธนากรณ์ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้สนใจในตัวเธอเลยแม้แต่น้อย
ธนากรณ์เป็นผู้ชายที่หล่อเหลา ร่ำรวย และมีเสน่ห์ เขาเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วทั้งประเทศ แต่เขากลับไม่เคยชายตาแลกัลยาเลยสักครั้ง กัลยารู้ดีว่าธนากรณ์ไม่ได้ต้องการแต่งงานกับเธอ เขาคงถูกบีบบังคับจากครอบครัวเช่นเดียวกับเธอ
“เฮ้อ… ทำไมชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ” กัลยาพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า เธอไม่อยากแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รัก เธออยากมีอิสระในการเลือกคู่ชีวิตของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าความปรารถนาของเธอจะเป็นไปไม่ได้เลย
หลังจากวางสายจากมารดา กัลยาก็ลุกขึ้นจากเตียงด้วยความรู้สึกหดหู่ เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายและความรู้สึกแย่ๆ ออกไปจากตัว
เมื่อออกมาจากห้องน้ำ กัลยาก็เดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า เธอเปิดตู้เสื้อผ้าออกและมองสำรวจเสื้อผ้ามากมายที่แขวนเรียงรายอยู่ภายในตู้ เธอไม่รู้ว่าจะใส่ชุดอะไรไปพบกับธนากรณ์ดี
“หรือว่าฉันควรจะใส่ชุดที่ดูเรียบร้อยที่สุดไปเลยดีนะ” กัลยาคิดในใจ เธอไม่อยากให้ธนากรณ์มองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊หรือเกินงาม
ในที่สุด กัลยาก็ตัดสินใจเลือกชุดเดรสสีขาวเรียบๆ ที่มีความยาวคลุมเข่า เธอสวมชุดนั้นและยืนส่องกระจกเพื่อสำรวจตัวเอง เธอรู้สึกว่าชุดนี้ทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานและน่าทะนุถนอม
หลังจากแต่งตัวเสร็จ กัลยาก็ลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของบ้าน เมื่อเธอเดินเข้าไปในห้องอาหาร เธอก็พบว่าบิดามารดากำลังนั่งรอเธออยู่แล้ว
“มาแล้วเหรอลูก มานั่งทานข้าวเร็วเข้า” คุณหญิงอารีย์กล่าวทักทายบุตรสาวด้วยรอยยิ้ม
กัลยาเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างๆ มารดาและเริ่มทานอาหารเช้าอย่างเงียบๆ เธอไม่กล้าพูดอะไร เพราะรู้ดีว่าบิดามารดาของเธอคงไม่พอใจถ้าเธอพูดถึงเรื่องการแต่งงาน
“วันนี้ลูกต้องทำตัวให้ดีๆ นะกัลยา อย่าให้คุณธนากรณ์ต้องผิดหวังในตัวลูก” คุณอนันต์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ค่ะคุณพ่อ” กัลยาตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ กัลยาก็ขอตัวขึ้นไปเตรียมตัวอีกครั้ง เธอเข้าไปในห้องนอนและนั่งลงบนเตียง เธอรู้สึกประหม่าและกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่รู้ว่าการพบกับธนากรณ์ในวันนี้จะเป็นอย่างไร
“ฉันจะทำยังไงดี” กัลยาพึมพำกับตัวเอง น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้มอีกครั้ง
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในที่สุดก็ถึงเวลาที่กัลยาต้องออกเดินทางไปพบกับธนากรณ์ เธอลงจากบ้านและขึ้นรถยนต์ที่คนขับรถเตรียมไว้ให้ เมื่อรถยนต์เคลื่อนตัวออกจากบ้าน กัลยาก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกใจหาย
เธอไม่รู้ว่าอนาคตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เธอรู้เพียงว่าชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รถยนต์แล่นไปตามท้องถนนในกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอจะได้พบกับธนากรณ์
ในระหว่างทาง กัลยาพยายามทำใจให้สงบ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และพยายามคิดถึงเรื่องดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต
“ไม่เป็นไรหรอกกัลยา เธอต้องเข้มแข็ง เธอต้องผ่านมันไปให้ได้” กัลยาให้กำลังใจตัวเอง
เมื่อรถยนต์มาถึงโรงแรมหรู กัลยาก็ลงจากรถและเดินเข้าไปในโรงแรมด้วยความรู้สึกประหม่า เธอเดินตรงไปยังห้องอาหารที่บิดามารดาได้นัดหมายไว้กับธนากรณ์
เมื่อกัลยาเดินเข้าไปในห้องอาหาร เธอก็เห็นบิดามารดานั่งรออยู่แล้วที่โต๊ะอาหาร และข้างๆ พวกท่านก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาคือธนากรณ์
ธนากรณ์เงยหน้าขึ้นมองกัลยาด้วยสายตาที่เย็นชา กัลยารู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งมาเกาะที่หัวใจ เธอพยายามฝืนยิ้มให้เขา แต่เขากลับไม่ตอบสนองอะไรเลย
“สวัสดีค่ะคุณธนากรณ์” กัลยากล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“…” ธนากรณ์ไม่ตอบอะไร เขามองกัลยาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“มานั่งสิลูกกัลยา” คุณหญิงอารีย์กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
กัลยาเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างๆ บิดาของเธอ เธอรู้สึกอึดอัดและกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ทานอะไรหน่อยไหมกัลยา” คุณอนันต์ถามบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ หนูยังไม่หิว” กัลยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
หลังจากนั้น บรรยากาศในห้องอาหารก็เต็มไปด้วยความเงียบ คุณอนันต์และคุณหญิงอารีย์พยายามชวนธนากรณ์คุยเรื่องต่างๆ แต่ธนากรณ์ก็ตอบกลับมาเพียงสั้นๆ เท่านั้น
กัลยารู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เธออยากจะลุกหนีไปจากตรงนี้เสียเหลือเกิน แต่เธอก็รู้ว่าเธอทำไม่ได้
ในขณะที่กัลยากำลังนั่งทรมานอยู่นั้น จู่ๆ ธนากรณ์ก็ลุกขึ้นยืน
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ธนากรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“จะไปไหนเหรอธนากรณ์” คุณอนันต์ถามด้วยความสงสัย
“ผมมีธุระด่วน” ธนากรณ์ตอบกลับมาสั้นๆ
“แต่ว่า…” คุณอนันต์ยังพูดไม่ทันจบ ธนากรณ์ก็เดินออกจากห้องอาหารไปเสียแล้ว
กัลยามองตามแผ่นหลังของธนากรณ์ไปด้วยความรู้สึกสับสน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้
“เกิดอะไรขึ้น” คุณหญิงอารีย์ถามด้วยความสงสัย
“หนูก็ไม่รู้ค่ะคุณแม่” กัลยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
คุณอนันต์และคุณหญิงอารีย์มองหน้ากันด้วยความกังวลใจ พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับธนากรณ์
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความเงียบ จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของกัลยาก็ดังขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและพบว่าเป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย
“ใครโทรมา” คุณหญิงอารีย์ถามด้วยความสงสัย
“ไม่ทราบค่ะคุณแม่” กัลยาตอบกลับมา
กัลยาตัดสินใจกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ” กัลยากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
“คุณคือคุณกัลยา อัครวรกุล ใช่ไหมครับ” เสียงปลายสายถามกลับมา
“ใช่ค่ะ ดิฉันเอง” กัลยาตอบรับ
“ผมมีเรื่องสำคัญจะบอกให้คุณทราบ” เสียงปลายสายกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เรื่องอะไรคะ” กัลยาถามกลับไปด้วยความสงสัย
“คุณธนากรณ์ ธนบดีสกุล… เขาไม่ได้อยู่ที่นี่” เสียงปลายสายกล่าว
“หมายความว่ายังไงคะ” กัลยาถามกลับมาด้วยความตกใจ
“คุณธนากรณ์… เขาอยู่ที่โรงพยาบาล”
กัลยาถึงกับเข่าอ่อน เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณธนากรณ์!” กัลยาถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“คุณธนากรณ์… ประสบอุบัติเหตุ”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจกัลยา เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
“คุณธนากรณ์… อาการสาหัสมาก” เสียงปลายสายกล่าวทิ้งท้าย
กัลยาปล่อยโทรศัพท์มือถือลงพื้น เธอทรุดตัวลงกับเก้าอี้ด้วยความตกใจและเสียใจ น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอไม่รู้ว่าทำไมเรื่องร้ายๆ ต้องเกิดขึ้นกับเธอและคนรอบข้าง
“กัลยา! เกิดอะไรขึ้น!” คุณหญิงอารีย์ถามด้วยความตกใจ
กัลยาเงยหน้าขึ้นมองบิดามารดาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“คุณธนากรณ์… ประสบอุบัติเหตุ” กัลยากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
คุณอนันต์และคุณหญิงอารีย์ถึงกับตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดว่าเรื่องร้ายแรงเช่นนี้จะเกิดขึ้น
“อุบัติเหตุอะไร! แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน!” คุณอนันต์ถามด้วยความร้อนรน
“เขาอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ… อาการสาหัสมาก” กัลยาตอบกลับมา
คุณอนันต์และคุณหญิงอารีย์มองหน้ากันด้วยความกังวลใจ พวกเขารู้ดีว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขาอย่างแน่นอน
“เราต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!” คุณอนันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
กัลยาพยักหน้า เธอรีบลุกขึ้นยืนและเดินตามบิดามารดาออกจากห้องอาหารไป
ในขณะที่กัลยากำลังเดินไปยังรถยนต์ เธอก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังมองเธออยู่ เธอหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใครเลย
“ใครกัน” กัลยาพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้นเอง เธอก็เห็นเงาของใครบางคนแวบผ่านไปที่มุมตึก
“ใครน่ะ!” กัลยาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เธอรีบเดินตรงไปยังมุมตึกนั้น แต่เมื่อไปถึง เธอก็ไม่พบใครเลย
“หรือว่าฉันจะคิดไปเอง” กัลยาพึมพำกับตัวเอง
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจับจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา
กัลยารู้สึกขนลุกซู่ เธอรีบเดินกลับไปที่รถยนต์และขึ้นรถไปพร้อมกับบิดามารดา
ในระหว่างทางไปโรงพยาบาล กัลยาเอาแต่นั่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ แบบนี้
“หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง” กัลยาคิดในใจ
เธอไม่รู้ว่าอนาคตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เธอรู้ว่าชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อรถยนต์มาถึงโรงพยาบาล กัลยา บิดา และมารดา รีบลงจากรถและตรงไปยังห้องฉุกเฉิน
เมื่อไปถึงห้องฉุกเฉิน พวกเขาก็พบกับครอบครัวของธนากรณ์ที่กำลังนั่งรออยู่ด้วยความเป็นห่วง
คุณท่านธำรงค์และคุณหญิงทิพย์อาภา พ่อและแม่ของธนากรณ์ รีบลุกขึ้นมาต้อนรับพวกเขา
“คุณอนันต์ คุณหญิงอารีย์” คุณท่านธำรงค์กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย
“คุณท่านธำรงค์ คุณหญิงทิพย์อาภา เกิดอะไรขึ้นกับธนากรณ์” คุณอนันต์ถามด้วยความเป็นห่วง
“ธนากรณ์… เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์” คุณหญิงทิพย์อาภาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“อาการเขาเป็นยังไงบ้าง” คุณอนันต์ถามต่อ
“หมอบอกว่าอาการของเขา… สาหัสมาก” คุณท่านธำรงค์ตอบกลับมา
กัลยายืนฟังบทสนทนาด้วยความรู้สึกใจหาย เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
“แล้วตอนนี้ธนากรณ์อยู่ที่ไหน” คุณหญิงอารีย์ถามด้วยความสงสัย
“เขากำลังอยู่ในห้องผ่าตัด” คุณหญิงทิพย์อาภาตอบกลับมา
“ห้องผ่าตัด…” กัลยาพึมพำกับตัวเอง
เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังบีบหัวใจของเธอ เธอไม่รู้ว่าธนากรณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งรอข่าวคราวของธนากรณ์อยู่นั้น จู่ๆ พยาบาลคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องผ่าตัด
“ญาติของคุณธนากรณ์ ธนบดีสกุล ใช่ไหมคะ” พยาบาลถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
ทุกคนรีบลุกขึ้นยืน
“ดิฉันเองค่ะ” คุณหญิงทิพย์อาภาตอบกลับมา
“ตอนนี้การผ่าตัดของคุณธนากรณ์… เสร็จสิ้นแล้วค่ะ” พยาบาลกล่าว
“แล้วอาการเขาเป็นยังไงบ้างคะ” คุณหญิงทิพย์อาภาถามด้วยความเป็นห่วง
“อาการของคุณธนากรณ์…” พยาบาลหยุดพูดไปชั่วขณะ
“เป็นยังไงคะ! บอกมาเถอะค่ะ!” คุณหญิงทิพย์อาภาเร่งเร้า
“อาการของคุณธนากรณ์… ยังคงทรงตัวอยู่ค่ะ แต่…” พยาบาลกล่าว
“แต่… อะไรคะ!” คุณหญิงทิพย์อาภาถามด้วยความร้อนรน
“แต่… คุณธนากรณ์… ยังไม่รู้สึกตัวค่ะ”
สิ้นคำพูดของพยาบาล ทุกคนถึงกับเข่าอ่อน พวกเขาไม่คาดคิดว่าอาการของธนากรณ์จะร้ายแรงขนาดนี้
“ไม่จริง… ไม่จริงใช่ไหม” คุณหญิงทิพย์อาภาร่ำไห้ออกมา
คุณท่านธำรงค์โอบกอดภรรยาไว้ด้วยความเสียใจ
กัลยายืนมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เธอควรจะเสียใจที่ธนากรณ์ประสบอุบัติเหตุ หรือเธอควรจะดีใจที่เธอไม่ต้องแต่งงานกับเขา
แต่ถึงกระนั้น เธอก็อดสงสารธนากรณ์ไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับอะไรต่อไป
“แล้วเราสามารถเข้าไปเยี่ยมเขาได้ไหมคะ” คุณอนันต์ถามพยาบาล
“ตอนนี้ยังไม่ได้ค่ะ คุณหมอขอให้รอดูอาการไปก่อน” พยาบาลตอบกลับมา
“แล้วเราต้องรอนานแค่ไหนคะ” คุณอนันต์ถามต่อ
“ยังบอกไม่ได้ค่ะ” พยาบาลตอบกลับมา
“เฮ้อ…” คุณอนันต์ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
“เอาล่ะ ทุกคน ใจเย็นๆ ก่อนนะ” คุณท่านธำรงค์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“เราต้องเข้มแข็งและให้กำลังใจธนากรณ์” คุณท่านธำรงค์กล่าวต่อ
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากนั้น ทุกคนก็กลับไปนั่งรอที่ห้องพักญาติผู้ป่วยด้วยความเงียบงัน
กัลยานั่งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกหดหู่ เธอไม่รู้ว่าชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เธอรู้เพียงว่าเรื่องราวต่างๆ เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังจับจ้องมองเธออยู่ เธอหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใครเลย
“ใครกัน” กัลยาพึมพำกับตัวเอง
จู่ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนแวบผ่านไปที่หน้าต่าง
“ใครน่ะ!” กัลยาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เธอรีบลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปยังหน้าต่าง แต่เมื่อไปถึง เธอก็ไม่พบใครเลย
“หรือว่าฉันจะคิดไปเอง” กัลยาพึมพำกับตัวเอง
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจับจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา
กัลยารู้สึกขนลุกซู่ เธอไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่กำลังตามเธออยู่ และเขาต้องการอะไรจากเธอ
ในขณะที่กัลยากำลังสับสนอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่พื้น
ที่พื้นมีกระดาษแผ่นเล็กๆ วางอยู่
กัลยาก้มลงไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา
เมื่อเธอคลี่กระดาษออก เธอก็พบว่ามีข้อความเขียนอยู่
ข้อความนั้นเขียนว่า… "ระวังตัวไว้"