เสียงกระซิบจากเรือนร้างริมน้ำ

Chapter 1 — เสียงกระซิบจากเรือนร้างริมน้ำ

กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นดินโคลนสาบสางลอยคละคลุ้งในอากาศ ราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ธรรมชาติส่งมาให้ ช่อมาลีรู้สึกถึงขนอ่อนลุกชันไปทั่วร่าง สองเท้าก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติจากกระท่อมไม้เก่าคร่ำที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ

“ไม่… ไม่ได้” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือ “ฉันต้องเข้าไป”

ช่อมาลีเป็นนักข่าวอิสระที่เดินทางรอนแรมไปทั่วประเทศเพื่อขุดคุ้ยเรื่องราวแปลกประหลาด เธอมีชื่อเสียง (หรืออาจจะเสียชื่อ) จากการเป็นคนที่กล้าบ้าบิ่น ชอบเข้าไปในที่ที่คนอื่นไม่อยากเฉียดใกล้ และครั้งนี้เธอก็กำลังเผชิญหน้ากับสถานที่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เคยเจอมา

หมู่บ้านห้วยลึกเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าลี้ลับเกี่ยวกับวิญญาณร้าย ป่าต้องห้าม และพิธีกรรมโบราณที่ถูกลืมเลือนไปนาน ช่อมาลีเดินทางมาที่นี่เพื่อสืบสวนเรื่องราวการหายตัวไปอย่างลึกลับของชาวบ้านหลายรายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ชาวบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าการหายตัวไปเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับเรือนร้างริมน้ำ เรือนไม้สักเก่าแก่ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ว่ากันว่าเรือนหลังนั้นเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้ายที่หิวกระหายเลือดเนื้อของผู้คน

ช่อมาลีไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่เธอเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง และสัญชาตญาณของเธอกำลังกรีดร้องบอกให้เธอวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด

แต่ในฐานะนักข่าว เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถถอยหนีได้ เธอต้องเข้าไปในเรือนร้างหลังนั้น และเปิดโปงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณเรือนร้าง

ประตูไม้ผุพังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าขนลุกเมื่อถูกผลักเปิดออก ภายในเรือนมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ที่ผุพังเข้ามาเล็กน้อย ทำให้พอจะมองเห็นโครงร่างของสิ่งต่างๆ ได้รางๆ

กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดรุนแรงยิ่งขึ้นจนช่อมาลีรู้สึกคลื่นไส้ เธอเดินสำรวจไปตามห้องต่างๆ อย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

ห้องแรกที่เธอเข้าไปเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ มีเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่ผุพังวางกระจัดกระจายอยู่ทั่วห้อง บนผนังมีภาพวาดเก่าแก่ที่เลือนลางจนแทบมองไม่ออก แต่ช่อมาลีก็สังเกตเห็นว่าภาพเหล่านั้นมีลักษณะคล้ายกับภาพวาดทางศาสนาผสมผสานกับสัญลักษณ์แปลกประหลาดที่ไม่คุ้นตา

ในห้องครัว เธอก็พบกับเตาไฟเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยคราบเขม่า และเครื่องครัวที่ทำจากดินเผาที่แตกหักกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้น ช่อมาลีรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากเตาไฟ ราวกับว่ามันยังคงเก็บกักความร้อนจากไฟที่ดับมอดไปนานแล้ว

ในห้องนอน เธอก็พบกับเตียงไม้เก่าแก่ที่มีผ้าปูที่นอนขาดวิ่น และตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่า บนพื้นมีเศษกระดาษที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ กระจัดกระจายอยู่ ช่อมาลีเก็บเศษกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจ

ข้อความที่เขียนอยู่ในกระดาษเหล่านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง ผู้เขียนเล่าถึงฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอน วิญญาณร้ายที่คอยกระซิบกระซาบอยู่ข้างหู และความกลัวว่าจะถูกลากตัวลงไปในแม่น้ำ

ช่อมาลีรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอรีบเก็บเศษกระดาษเหล่านั้นใส่กระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องนอนด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

ขณะที่เธอกำลังจะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่าง

เสียงนั้นเบาแผ่ว ราวกับเสียงกระซิบ แต่ก็ดังพอที่จะทำให้เธอหยุดชะงัก

เธอเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงกระซิบนั้นดังมาจากชั้นบน

“มา… มาหา…”

ช่อมาลีรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอรู้ว่าเธอไม่ควรขึ้นไปบนชั้นบน แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความมุ่งมั่นที่จะเปิดโปงความจริงก็ผลักดันให้เธอเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ

บันไดไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เธอเหยียบลงไป เสียงนั้นดังจนเกินไปในความเงียบงันของเรือนร้าง ราวกับเป็นการประกาศให้ใครบางคนรู้ว่าเธอกำลังมา

เมื่อเธอขึ้นมาถึงชั้นบน เธอก็พบกับห้องโถงเล็กๆ ที่มีประตูอยู่สามบาน

เสียงกระซิบดังมาจากหลังประตูบานหนึ่ง

“มา… มาเล่นกัน…”

ช่อมาลีค่อยๆ เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู หัวใจของเธอเต้นรัวอยู่ในอก

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบิดลูกบิดประตู

ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นห้องที่มืดสนิท

ทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกถึงลมหายใจเย็นเยียบที่รดต้นคอ

“เจอตัวแล้ว…” เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูของเธอ

ช่อมาลีกรีดร้องสุดเสียง แต่เสียงของเธอก็ถูกกลืนหายไปในความมืดมิด

--- (เช้าวันรุ่งขึ้น) ---

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนหมู่บ้านห้วยลึก ชาวบ้านเริ่มออกมาทำกิจกรรมประจำวันตามปกติ แต่บรรยากาศในหมู่บ้านกลับเต็มไปด้วยความเงียบเหงาและความหวาดกลัว

นายสมชาย ผู้ใหญ่บ้าน เดินทางมายังเรือนร้างริมน้ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาได้รับแจ้งจากลูกบ้านว่าพบเห็นรถยนต์ของช่อมาลีจอดทิ้งไว้ใกล้กับเรือนร้าง

“ช่อมาลี…” นายสมชายพึมพำ เขาจำได้ว่านักข่าวสาวคนนี้เดินทางมาที่หมู่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อสืบสวนเรื่องราวการหายตัวไปของชาวบ้าน

เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เขาเคยเตือนช่อมาลีแล้วว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรือนร้างหลังนั้น แต่นักข่าวสาวก็ไม่ฟังคำเตือนของเขา

นายสมชายรวบรวมชาวบ้านกลุ่มหนึ่งให้เข้าไปสำรวจในเรือนร้าง

เมื่อพวกเขาเข้าไปในเรือน พวกเขาก็พบกับความเงียบงันที่น่าขนลุก พวกเขาเดินสำรวจไปตามห้องต่างๆ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของช่อมาลี

จนกระทั่งพวกเขามาถึงห้องบนชั้นสอง ห้องที่มีประตูเปิดแง้มอยู่

เมื่อพวกเขาเปิดประตูเข้าไป พวกเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

ในห้องนั้น พวกเขาพบกับร่างของช่อมาลี นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น

แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ ร่างของช่อมาลีถูกคว้านท้อง และเครื่องในทั้งหมดถูกนำออกไป

บนผนังห้อง มีข้อความที่เขียนด้วยเลือดสดๆ

“เครื่องสังเวย…”

นายสมชายและชาวบ้านต่างพากันถอยกรูดออกมาจากห้องด้วยความหวาดกลัว พวกเขารู้ดีว่าวิญญาณร้ายในเรือนร้างได้หวนกลับมาอีกครั้ง และมันต้องการเลือดเนื้อของผู้คน

ในขณะเดียวกัน ที่ริมแม่น้ำ ห่างจากเรือนร้างไปไม่ไกลนัก มีเงาตะคุ่มๆ กำลังจ้องมองมายังหมู่บ้าน เงาตะคุ่มนั้นค่อยๆ จางหายไปในสายน้ำ ราวกับว่ามันไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย

แต่ชาวบ้านรู้ดีว่ามันยังคงอยู่ที่นั่น คอยเฝ้ามอง และรอคอยเหยื่อรายต่อไป

(โปรดติดตามตอนต่อไป…)