ตรวนเพชรกับเจ้าสาวจำใจ
Chapter 1 — ตรวนเพชรกับเจ้าสาวจำใจ
เสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับจะฉีกกระชากวิญญาณดังสะท้านไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลอดหน้าต่างบานสูงลงมากระทบร่างอรชรที่กำลังดิ้นรนขัดขืนอยู่บนพื้นพรมเปอร์เซียราคาแพง น้ำตาเม็ดโตร่วงรินอาบแก้มใส เสียงสะอื้นปนเสียงครางเครือแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“ไม่! ฮือ…ไม่แต่ง! ฉันไม่แต่งงานกับเขา!”
ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาคมกริบดุดันราวกับเหยี่ยวจ้องมองร่างบางที่กำลังทรมานด้วยความเย็นชา ไร้ซึ่งความเห็นใจหรือความสงสารใดๆ ทั้งสิ้น เขาคือ เจษฎา เทพกุล ชายผู้ทรงอิทธิพลแห่งตระกูลเทพกุล ตระกูลเก่าแก่ที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในประเทศ
“เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ นารา ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว” เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบดังขึ้นราวกับน้ำแข็งบาดลึกเข้าไปในหัวใจของ นารา เทพทัต หญิงสาวผู้ถูกพันธนาการด้วยโชคชะตาและหน้าที่
นาราเงยหน้ามองเจษฎาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโกรธแค้น เธอเกลียดเขา เกลียดตระกูลเทพกุล เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนี้
“ทำไม…ทำไมต้องเป็นฉัน! ทำไมต้องเอาชีวิตฉันไปผูกไว้กับคนอย่างคุณ!” นารากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
เจษฎาก้มลงกระชากร่างของนาราขึ้นมา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายโน้มลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ข้างหู
“เพราะเธอคือคนเดียวที่เหมาะสม นารา เธอคือทายาทคนเดียวของตระกูลเทพทัต ตระกูลที่กำลังจะล่มสลาย และการแต่งงานของเราคือทางรอดเดียวของตระกูลเธอ”
คำพูดของเจษฎาราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ นารารู้ดีว่าตระกูลของเธอกำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาด้วยการขายเธอให้กับการแต่งงาน
“คุณมันปีศาจ! คุณมันเห็นแก่ตัว! คุณไม่เคยสนใจความรู้สึกของใคร!” นาราสะบัดหน้าหนีจากการสัมผัสของเจษฎา
เจษฎาหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา “ความรู้สึกงั้นเหรอ? เธอคิดว่าฉันสนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้นเหรอ นารา? จำไว้ว่าชีวิตของเธอไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าหมากตัวหนึ่งบนกระดานของฉัน”
นาราน้ำตาร่วงเผาะลงมาอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของเธอจะกลายเป็นแบบนี้
“ฉันเกลียดคุณ! ฉันเกลียดคุณ เจษฎา!”
เจษฎาปล่อยมือนาราออกจากกันอย่างแรง ร่างบางเซถลาไปชนกับโต๊ะข้างๆ จนข้าวของร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจาย
“เกลียดงั้นเหรอ? ดี…ฉันจะทำให้เธอเกลียดฉันให้มากกว่านี้ นารา เพราะชีวิตหลังจากนี้ของเธอ จะเต็มไปด้วยความทรมาน”
สิ้นเสียงของเจษฎา ร่างของนาราก็ถูกฉุดกระชากออกไปจากห้องโถงใหญ่ โดยกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำ เธอพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ไร้ผล เสียงกรีดร้องของเธอค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิด
ณ คฤหาสน์หรูตระกูลเทพทัตที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางแสงจันทร์นวลผ่องที่สาดส่องลงมา ภัทรา เทพทัต ผู้เป็นย่าของนารานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกในห้องทำงาน ดวงตาเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความกังวลและเศร้าโศก
“หลานย่า…” เสียงแหบพร่าพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา
เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้นาราต้องเจ็บปวด แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาตระกูลเทพทัตให้คงอยู่ต่อไป แม้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยความสุขของหลานสาวก็ตาม
ภัทราหยิบกรอบรูปเก่าๆ ขึ้นมา รูปถ่ายของนาราในวัยเด็ก เด็กหญิงตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความสดใสและร่าเริง รอยยิ้มของนาราทำให้ภัทราช้ำใจยิ่งกว่าเดิม
“ย่าขอโทษ…ย่าขอโทษที่ทำให้หนูต้องเจอเรื่องแบบนี้”
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์เทพกุลอันโอ่อ่า เจษฎายืนอยู่บนระเบียงห้องนอน มองออกไปยังแสงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความมืดมิดและเย็นชา
“นารา…เธอจะต้องชดใช้…เธอจะต้องชดใช้ให้กับสิ่งที่ตระกูลของเธอได้ทำไว้กับตระกูลของฉัน”
ความแค้นที่ฝังรากลึกในใจของเจษฎามานานแสนนานกำลังจะถูกปลดปล่อยออกมา เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้นาราต้องเจ็บปวดและทรมาน เขาจะทำให้เธอรู้ว่าการเป็นศัตรูกับตระกูลเทพกุลนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน
เช้าวันใหม่มาถึง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของนารา หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความอ่อนล้าและความเจ็บปวด เธอรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอถูกทุบตีอย่างรุนแรง
นารามองไปรอบๆ ห้อง เธอพบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเคย ห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราแต่กลับดูเย็นชาและไร้ชีวิตชีวา เธอจำได้ว่าเมื่อคืนเธอถูกพาตัวมาที่คฤหาสน์เทพกุล
“ที่นี่คือ…นรก” นาราพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก หญิงสาวในชุดเครื่องแบบแม่บ้านก้าวเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารในมือ
“คุณนาราคะ ดิฉันชื่อนวล เป็นแม่บ้านที่นี่ คุณท่านให้ดิฉันนำอาหารเช้ามาให้ค่ะ”
นารามองหน้านวลด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เธอไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น นอกจากความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง
“ฉันไม่กิน” นาราตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
นวลหน้าเสียเล็กน้อย “แต่ว่า…”
“ออกไป! ฉันบอกให้ออกไป!” นารากรีดร้องออกมาด้วยความโมโห
นวลตกใจรีบวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างๆ แล้วรีบเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
นารามองตามแผ่นหลังของนวลไปด้วยความรู้สึกผิด เธอรู้ว่าเธอไม่ควรจะโมโหใส่คนที่ไม่รู้เรื่องอะไร แต่เธอไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
“ฉันจะทำยังไงดี…ฉันจะทำยังไงดี…” นารากอดเข่าตัวเองร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร
ในขณะที่นารากำลังจมอยู่กับความทุกข์ เจษฎากำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานของเขา มองดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ในห้องนอนของนารา
“อ่อนแอ…น่าสมเพช” เจษฎาพึมพำด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
เขาไม่รู้สึกสงสารนาราแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกพอใจที่ได้เห็นเธอต้องทนทุกข์ทรมาน
“เตรียมตัวไว้เถอะ นารา เพราะนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” เจษฎาแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย
ตลอดทั้งวัน นาราถูกกักขังอยู่ในห้องนอน เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหน เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง
ในช่วงเย็น นวลกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมกับชุดราตรีหรูหราในมือ
“คุณนาราคะ คุณท่านให้ดิฉันนำชุดนี้มาให้ค่ะ คืนนี้คุณท่านจะพาคุณนาราไปทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารหลักค่ะ”
นารามองชุดราตรีด้วยสายตาที่เย็นชา เธอรู้ว่าเจษฎากำลังเล่นเกมกับเธอ เขาต้องการที่จะแสดงให้เธอเห็นว่าเขาเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง
“บอกเขาว่าฉันไม่ไป” นาราตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
นวลส่ายหน้าอย่างหวาดกลัว “ไม่ได้ค่ะคุณนารา ถ้าคุณไม่ไป คุณท่านจะ…”
“จะทำไม? จะฆ่าฉันเลยรึไง?” นาราถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
นวลไม่กล้าตอบ นาราลุกขึ้นยืนและเดินตรงเข้าไปหานวล
“บอกเขาว่าฉันจะไป…แต่ฉันจะไปในแบบของฉัน”
คืนนั้น นาราปรากฏตัวที่ห้องอาหารหลักในชุดราตรีสีดำสนิท ใบหน้าของเธอแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีเข้ม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความท้าทาย
เจษฎานั่งรอเธออยู่ที่โต๊ะอาหาร เมื่อเห็นนาราเดินเข้ามา เขาก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
“มาแล้วเหรอ นารา ฉันนึกว่าเธอจะไม่ยอมลงมาซะอีก”
นาราไม่ตอบ เธอเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารและนั่งลงตรงข้ามกับเจษฎา
“มีอะไรจะพูดก็รีบพูดมา ฉันไม่อยากเสียเวลาอยู่กับคนอย่างคุณ” นาราพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เจษฎาหัวเราะเบาๆ “ใจร้อนจริงนะ นารา แต่ฉันชอบ”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่งแล้วจ้องมองนาราด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย
“คืนนี้ ฉันจะพาเธอไปรู้จักกับโลกของฉัน โลกที่เต็มไปด้วยอำนาจ เงินทอง และความอันตราย”
นารามองตอบเจษฎาด้วยสายตาที่แข็งกร้าว “ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ฉันแค่อยากออกไปจากที่นี่”
เจษฎาส่ายหน้า “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก นารา เธอเป็นของฉันแล้ว เธอไม่มีวันหนีพ้นจากฉันไปได้”
เขาเอื้อมมือไปจับมือนารา แต่เธอสะบัดมือของเขาออกอย่างแรง
“อย่าแตะต้องตัวฉัน!” นารากล่าวด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง
เจษฎาไม่โกรธ เขายังคงยิ้มอยู่ “ใจเย็นๆ นารา เธอยังมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ ฉันจะสอนเธอทุกสิ่งทุกอย่าง”
เขาผายมือไปยังบริกรที่ยืนรออยู่ข้างๆ “เริ่มอาหารได้”
อาหารค่ำดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ นาราไม่แตะต้องอาหารเลยแม้แต่น้อย เธอจ้องมองเจษฎาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หลังจากอาหารค่ำ เจษฎาพานาราไปยังห้องทำงานของเขา ห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือและเอกสารมากมาย
“ฉันมีอะไรให้เธออดู นารา” เจษฎาพูดพร้อมกับเปิดตู้เซฟที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ
เขาหยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากตู้เซฟและยื่นให้กับนารา
“ลองดูสิ นารา แล้วเธอจะรู้ว่าทำไมเธอถึงต้องแต่งงานกับฉัน”
นารารับแฟ้มเอกสารมาด้วยความสงสัย เธอเปิดแฟ้มและเริ่มอ่านเอกสารข้างใน
ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธออ่านเอกสารเหล่านั้นจบ
“ไม่จริง…มันเป็นไปไม่ได้…” นาราพึมพำด้วยน้ำเสียงตกใจ
เจษฎายิ้มอย่างชั่วร้าย “เป็นยังไงบ้าง นารา รู้ความจริงแล้วรู้สึกยังไง”
นาราเงยหน้ามองเจษฎาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น “คุณทำแบบนี้ทำไม! คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่!”
เจษฎาเดินเข้ามาใกล้นาราและกระซิบข้างหูของเธอ
“ฉันต้องการทุกสิ่งทุกอย่างจากเธอ นารา ฉันต้องการให้เธอเป็นของฉันทั้งหมด ทั้งร่างกายและจิตใจ”
เขาจูบนาราอย่างรุนแรงและดูดดื่ม นาราพยายามขัดขืนแต่ก็ไร้ผล เจษฎาแข็งแกร่งเกินกว่าที่เธอจะต้านทานได้
ในที่สุด นาราก็ยอมจำนนต่อจูบของเจษฎา เธอรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกำลังถูกเผาไหม้ด้วยไฟปรารถนา
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความเสน่หา นาราก็ผลักเจษฎาออกอย่างแรง
“พอแล้ว! ฉันจะไม่ยอมให้คุณทำอะไรฉันอีก!” นารากรีดร้องออกมาด้วยความโกรธ
เจษฎามองนาราด้วยสายตาที่ผิดหวัง “ทำไม นารา เธอไม่ชอบเหรอ”
“ฉันเกลียดคุณ! ฉันเกลียดคุณ เจษฎา!” นารากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เธอหันหลังและวิ่งออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว
เจษฎายืนมองตามแผ่นหลังของนาราไปด้วยสายตาที่มืดมิด
“หนีไปให้พ้น นารา หนีไปให้สุดชีวิต เพราะไม่ว่าเธอจะหนีไปไกลแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันหนีพ้นจากเงาของฉันไปได้”
นาราวิ่งหนีออกมาจากคฤหาสน์เทพกุล เธอไม่รู้ว่าเธอจะไปที่ไหน เธอไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไรต่อไป เธอรู้เพียงแต่ว่าเธอต้องหนีให้พ้นจากเจษฎา หนีให้พ้นจากนรกแห่งนี้
เธอวิ่งไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย น้ำตาไหลอาบแก้มของเธอ
ในที่สุด เธอก็หยุดลงที่หน้าผาสูงชันริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เธอจ้องมองลงไปยังแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“ฉันควรจะทำยังไงดี…” นาราพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างหลัง
“นารา…”
เสียงทุ้มต่ำที่เธอคุ้นเคยดังขึ้น
นาราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันหลังกลับไป
สิ่งที่เธอเห็น ทำให้เธอตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ไม่ใช่เจษฎา…แต่เป็น…