ป่าช้าที่มีคนอยู่
Chapter 1 — ป่าช้าที่มีคนอยู่
กลิ่นดินโคลนสาบสางและคาวเลือดคลุ้งฟุ้งจนแสบจมูก ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาในความมืดมิด มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาตะคุ่มของต้นไม้สูงเสียดฟ้าที่รายล้อมรอบตัวอยู่ ความทรงจำสุดท้ายที่ฉันมีคือเสียงกรีดร้องโหยหวนของแม่ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
ฉันชื่อ ณิชารีย์ หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี ผู้เกิดและเติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า บ้านเนินทราย หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในผืนป่าทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่นี่ ผู้คนยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ และเชื่อในเรื่องเล่าขานสยองขวัญที่เล่าสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
บ้านเนินทรายไม่ได้เป็นเพียงแค่หมู่บ้าน แต่เป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ที่ผูกพันกันด้วยสายใยแห่งความเชื่อและความศรัทธา แต่ถึงกระนั้น ความสงบสุขของหมู่บ้านก็ถูกรบกวนด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณร้าย ป่าต้องคำสาป และพิธีกรรมลึกลับที่ถูกเก็บงำไว้
ฉันพยายามลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง ฉันสำรวจตัวเอง พบว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนและคราบเลือดแห้งกรัง ฉันจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันและแม่ แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องดี
ฉันตัดสินใจเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ พยายามกวาดสายตาไปรอบตัวเพื่อมองหาทิศทาง แต่สิ่งที่ฉันเห็นมีเพียงแค่ต้นไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น แสงจันทร์สาดส่องลงมาลอดผ่านกิ่งไม้ ทำให้เกิดเงาพาดผ่านพื้นดินเป็นรูปร่างประหลาด
ฉันเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาตามลม เสียงนั้นคล้ายกับเสียงกระซิบ เสียงที่ฟังดูเศร้าสร้อยและโหยหา ฉันพยายามตั้งใจฟัง แต่ก็จับใจความไม่ได้ว่าเสียงนั้นกำลังพูดอะไร
ทันใดนั้น ฉันก็สังเกตเห็นแสงไฟวูบวาบอยู่ไม่ไกลนัก ฉันรีบสาวเท้าเดินไปยังทิศทางของแสงไฟนั้นอย่างรวดเร็ว หวังว่าจะได้พบเจอกับใครสักคนที่สามารถช่วยเหลือฉันได้
เมื่อฉันเดินเข้าไปใกล้แสงไฟมากขึ้น ฉันก็พบว่ามันเป็นกองไฟขนาดใหญ่ที่กำลังลุกไหม้อยู่ บริเวณรอบๆ กองไฟมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสีดำสนิท และใบหน้าของพวกเขาทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยผ้าคลุมสีดำ
ฉันหยุดยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความหวาดกลัว ฉันไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร และพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกฉันว่าฉันไม่ควรเข้าไปใกล้พวกเขา
“ใครน่ะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในกลุ่มคนเหล่านั้น เสียงนั้นฟังดูแหบแห้งและเย็นยะเยือก
คนเหล่านั้นหันมามองฉันพร้อมกัน ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายวาววับในความมืด ฉันรู้สึกเหมือนถูกสะกดด้วยสายตาเหล่านั้น ฉันไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย
“เธอเป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่?” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
ฉันพยายามเปล่งเสียงตอบ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอของฉัน
“ตอบมา!” เสียงนั้นตวาดลั่น
“ฉ…ฉัน…ฉันหลงทาง” ในที่สุดฉันก็สามารถพูดออกมาได้ในที่สุด
“หลงทางงั้นหรือ?” เสียงนั้นหัวเราะเยาะ “ไม่มีใครหลงทางเข้ามาในดงมรณะแห่งนี้โดยบังเอิญหรอก”
“ดงมรณะ?” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ดงมรณะ ที่นี่คือสถานที่ที่วิญญาณร้ายอาศัยอยู่ สถานที่ที่ความตายรอคอยทุกคนที่ก้าวเข้ามา”
ฉันรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ฉันพยายามหันหลังกลับเพื่อหนี แต่ก็พบว่าทางด้านหลังของฉันก็มีคนกลุ่มหนึ่งยืนขวางทางอยู่เช่นกัน
“เธอไม่มีทางหนีไปไหนได้หรอก” เสียงนั้นกล่าว “เธอถูกเลือกแล้ว เธอถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา”
คนเหล่านั้นค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ฉันไม่รู้ว่าพวกเขากำลังจะทำอะไรกับฉัน แต่ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
ทันใดนั้น ฉันก็สังเกตเห็นวัตถุบางอย่างที่อยู่ในมือของพวกเขา มันคือมีด มีดที่คมกริบและเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด
ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไปอีกครั้ง
เมื่อฉันรู้สึกตัวอีกครั้ง ฉันก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนแท่นหินเย็นเยียบ เหนือศีรษะของฉันมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมวงกันอยู่ พวกเขากำลังสวดมนต์ด้วยภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ
ฉันพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายของฉันถูกมัดติดอยู่กับแท่นหิน ฉันไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลย
ฉันมองไปรอบๆ ตัว พบว่าบริเวณที่ฉันนอนอยู่เป็นเหมือนแท่นบูชา แท่นบูชาที่ตั้งอยู่กลางป่าลึก บริเวณรอบๆ แท่นบูชามีเครื่องเซ่นไหว้มากมาย ทั้งหัวสัตว์ เลือด และสิ่งของแปลกประหลาดอื่นๆ
“ในที่สุดเธอก็ฟื้นแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหน้าของฉัน
ฉันเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าคนที่กำลังพูดกับฉันคือชายชราคนหนึ่ง เขาสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิ์ และใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย
“ท่านเป็นใคร?” ฉันถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“ฉันคือผู้ดูแล” ชายชราตอบ “ผู้ดูแลดงมรณะแห่งนี้”
“ผู้ดูแล?” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ฉันคือผู้ที่คอยดูแลและปกป้องดงมรณะแห่งนี้จากผู้บุกรุก”
“แล้วท่านต้องการอะไรจากฉัน?”
“ฉันต้องการเธอ” ชายชราตอบ “ฉันต้องการเธอมาเป็นเครื่องสังเวย”
ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจของฉันหยุดเต้น ฉันไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของฉันจะต้องมาจบลงในสถานที่แห่งนี้ ในฐานะของเครื่องสังเวย
“ไม่!” ฉันร้องออกมา “ท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้!”
“ทำไมจะไม่ได้?” ชายชราถาม “นี่คือสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เธอถูกเลือกให้เป็นเครื่องสังเวย เพื่อปลดปล่อยวิญญาณร้ายที่ถูกจองจำอยู่ในดงมรณะแห่งนี้”
“วิญญาณร้าย?” ฉันถาม
“ใช่ วิญญาณร้ายที่ถูกกักขังอยู่ในดงมรณะแห่งนี้มานานนับร้อยปี วิญญาณร้ายที่ต้องการอิสระ”
“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน?”
“เพราะเธอคือผู้ที่ถูกเลือก เธอมีสายเลือดที่เชื่อมโยงกับวิญญาณร้าย เธอคือผู้ที่สามารถปลดปล่อยวิญญาณร้ายได้”
“ไม่จริง!” ฉันปฏิเสธ “ฉันไม่เชื่อ!”
“เชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เธอ” ชายชรากล่าว “แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เธอไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้”
ชายชราหันไปพยักหน้าให้กับคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง คนเหล่านั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ในมือของพวกเขามีมีดที่คมกริบ
ฉันกรีดร้องออกมาอีกครั้งด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ฉันพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการถูกมัด แต่ก็ไม่เป็นผล
“ลาก่อน ณิชารีย์” ชายชรากล่าว “ขอให้วิญญาณร้ายนำพาเธอไปสู่ความสงบสุข”
คนเหล่านั้นเงื้อมีดขึ้นเหนือศีรษะของฉัน แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับใบมีด ทำให้มันเป็นประกายวาววับ
ฉันหลับตาปี๋ รอคอยความตายที่จะมาถึง
แต่แล้ว…ทันใดนั้น…ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากในป่า เสียงกรีดร้องที่ดังสนั่นจนทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก
เสียงกรีดร้องนั้น…ฉันจำได้…มันคือเสียงของแม่!
ฉันเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ แม่ของฉัน…แม่ของฉันยังมีชีวิตอยู่! แต่แม่ของฉันอยู่ที่ไหน? และทำไมแม่ของฉันถึงกรีดร้อง?