บ้านร้างข้างวัด

Chapter 1 — บ้านร้างข้างวัด

กลิ่นดินโคลนและคาวเลือดคลุ้งจมูก ราวกับวิญญาณร้ายกำลังกระซิบสั่งเสียอยู่ข้างหู ข้าลืมตาโพลง สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือแสงไฟจากรถบรรทุกที่พุ่งเข้ามา...และตอนนี้ ข้ามาอยู่ที่ไหนกัน?

ภาพแรกที่เห็นคือเรือนไม้เก่าผุพัง แสงจันทร์สาดส่องลอดช่องหลังคาลงมาเป็นลำ ราวกับเวทีละครที่กำลังรอการแสดง แผ่นไม้กระดานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว ข้าพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น

ชื่อของข้าคือ ศศิกานต์ หญิงสาวผู้เติบโตมาในหมู่บ้านเล็กๆ แถบภาคเหนือ ที่ซึ่งความเชื่อและเรื่องเล่าพื้นบ้านยังคงมีอิทธิพลเหนือชีวิตของผู้คน ข้าเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ใฝ่ฝันอยากจะออกไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ แต่โชคชะตากลับเล่นตลก พาข้ากลับมาสู่ที่แห่งนี้ ในสภาพที่แทบจะจำอะไรไม่ได้เลย

ข้ากวาดสายตามองไปรอบๆ เรือน แสงจันทร์เผยให้เห็นข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่ที่วางระเกะระกะ ผ้าทอโบราณที่ขึ้นรา โต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น และรูปภาพเก่าๆ ที่ซีดจางจนแทบมองไม่ออกว่าในรูปคือใคร บรรยากาศวังเวงชวนขนลุก ราวกับว่าเรือนหลังนี้กำลังกักขังความลับบางอย่างไว้

ทันใดนั้นเอง ข้าก็ได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาตามลม เสียงนั้นเบาหวิว ราวกับเสียงของวิญญาณ "ศศิกานต์...กลับมาแล้วหรือ?"

ข้ารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูด แต่เสียงนั้นกลับคุ้นเคย ราวกับว่าข้าเคยได้ยินมันมาก่อน

"ใคร? ใครอยู่ที่นั่น?" ข้าถามออกไป เสียงของข้าสั่นเครือ

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา มีเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดเท่านั้น

ข้าพยายามรวบรวมสติ ข้าต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้ ข้าขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้ข้าสามารถลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ แม้ว่าจะยังรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัวก็ตาม

ข้าเดินโซเซไปตามทางเดินแคบๆ ในเรือน แสงจันทร์นำทางข้าไปสู่ห้องต่างๆ ที่เรียงรายอยู่ตลอดทาง แต่ละห้องเต็มไปด้วยข้าวของเก่าแก่ที่ชวนให้ขนลุก รูปปั้นไม้แกะสลักที่ดูมีชีวิตชีวา ตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยสมุนไพรแห้ง และเครื่องรางของขลังที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน

ในห้องหนึ่ง ข้าพบกับกระจกบานเก่าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ข้าเดินเข้าไปใกล้ๆ และมองเข้าไปในกระจก ภาพที่ปรากฏในกระจกไม่ใช่ภาพของข้า แต่เป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวที่มีใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำ และผมยาวสยาย หญิงสาวคนนั้นกำลังจ้องมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น

ข้ารู้สึกตกใจจนแทบหยุดหายใจ ข้าถอยหลังกรูดออกมาจากกระจก ภาพในกระจกยังคงจ้องมองตามข้ามา ราวกับว่ามันกำลังจะออกมาจากกระจก

"แกเป็นใคร? แกต้องการอะไร?" ข้าถามออกไป เสียงของข้าสั่นเครือ

ภาพในกระจกไม่ตอบอะไร เพียงแต่จ้องมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่อาฆาตแค้น

ทันใดนั้นเอง ภาพในกระจกก็เริ่มบิดเบี้ยว และค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงภาพของข้าที่สะท้อนอยู่ในกระจก

ข้ารู้สึกสับสนและหวาดกลัว ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ข้ารู้ว่าข้าต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

ข้าวิ่งออกจากห้องนั้น และตรงไปยังประตูทางออก ข้าเปิดประตูออก และก้าวเท้าออกไปสู่โลกภายนอก

แสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ข้ามองเห็นป่าทึบที่ล้อมรอบเรือนหลังนี้ไว้ ป่าที่ดูเงียบสงัดและน่ากลัว

ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่ไหน แต่ข้ารู้ว่าข้าต้องหาทางกลับบ้านให้ได้

ข้าเริ่มเดินเข้าไปในป่า โดยไม่รู้ว่ากำลังเดินเข้าไปสู่ความมืดมิดที่น่าสะพรึงกลัว

เมื่อข้าเดินลึกเข้าไปในป่า ข้าก็เริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ เสียงกระซิบ เสียงหัวเราะ และเสียงร้องไห้ เสียงเหล่านั้นดังมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าป่าทั้งป่ากำลังมีชีวิต

ข้าพยายามไม่สนใจเสียงเหล่านั้น และเดินต่อไป แต่เสียงเหล่านั้นก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนข้าเริ่มรู้สึกหวาดกลัว

ทันใดนั้นเอง ข้าก็เห็นแสงไฟวูบวาบอยู่ข้างหน้า ข้ารีบเดินเข้าไปใกล้ๆ และพบว่าแสงไฟนั้นมาจากกองไฟเล็กๆ ที่ก่อไว้กลางป่า

รอบๆ กองไฟ มีร่างคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ ร่างเหล่านั้นสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ และมีใบหน้าที่ซีดเซียว เมื่อเห็นข้า พวกเขาก็หยุดทุกการกระทำ และหันมาจ้องมองข้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

ข้ารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ข้าไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร แต่ข้ารู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา

"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ศศิกานต์" ชายชราคนหนึ่งในกลุ่มนั้นพูดขึ้น เสียงของเขาแหบแห้งราวกับเสียงของใบไม้แห้ง

ข้ารู้สึกตกใจ ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และเขารู้ชื่อของข้าได้อย่างไร

"พวกท่านเป็นใคร?" ข้าถามออกไป เสียงของข้าสั่นเครือ

ชายชราไม่ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มให้ข้าด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุก

"มานั่งลงกับพวกเราสิ ศศิกานต์ พวกเรารอเจ้ามานานแล้ว" ชายชราพูดขึ้น

ข้ารู้สึกหวาดกลัว ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร แต่ข้ารู้ว่าข้าต้องหนีไปจากที่นี่

ข้าหันหลังกลับ และวิ่งหนีเข้าไปในป่า แต่คนเหล่านั้นก็ลุกขึ้น และวิ่งตามข้ามา

ข้าวิ่งสุดชีวิต แต่พวกเขาก็ยังคงตามข้ามาติดๆ เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังกระหึ่มไปทั่วป่า

ทันใดนั้นเอง ข้าก็สะดุดล้มลงกับพื้น ข้ารู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัว

ข้าพยายามลุกขึ้น แต่พวกเขาก็เข้ามาถึงตัวข้าแล้ว

พวกเขาจับตัวข้าไว้ และลากข้าไปยังกองไฟ

ข้าร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงของข้า

พวกเขาโยนข้าลงไปที่กองไฟ

ความร้อนแผดเผาไปทั่วร่างกายของข้า ข้ารู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

ข้าร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

แต่ไม่มีใครสนใจ

พวกเขายืนล้อมรอบกองไฟ และจ้องมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะตาย

ทันใดนั้นเอง ข้าก็ได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาตามลม เสียงเพลงที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน เสียงเพลงที่ชวนให้ขนลุก

เสียงเพลงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลบเสียงร้องโหยหวนของข้า

และในที่สุด ข้าก็หมดสติไป...

เมื่อข้าฟื้นขึ้นมา ข้าก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องของข้าเอง แสงแดดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในห้อง

ข้ารู้สึกสับสน ข้าไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นแค่ความฝัน หรือเป็นเรื่องจริง

แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ารู้ก็คือ ข้าไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ข้าลุกขึ้นจากเตียง และเดินไปยังหน้าต่าง ข้ามองออกไปข้างนอก และเห็นว่าหมู่บ้านของข้าดูแปลกไป

ผู้คนเดินกันขวักไขว่ แต่ไม่มีใครสนใจข้า

ราวกับว่าข้าไม่มีตัวตน

ข้ารู้สึกหวาดกลัว

ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ข้ารู้ว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น

และมันจะไม่ดีอย่างแน่นอน

ทันใดนั้นเอง ข้าก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

ข้ารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ข้าไม่รู้ว่าใครอยู่ข้างนอก

แต่ข้ารู้ว่าข้าไม่อยากจะเปิดประตู

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง

ข้ารู้ว่าข้าไม่มีทางเลือก

ข้าเดินไปที่ประตู และเปิดออก

สิ่งที่ข้าเห็นทำให้ข้ารู้สึกตกใจจนแทบหยุดหายใจ

หน้าประตู มีร่างของชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ ชายชราที่มีใบหน้าที่ซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำ และรอยยิ้มที่น่าขนลุก

"สวัสดี ศศิกานต์" ชายชราพูดขึ้น เสียงของเขาแหบแห้งราวกับเสียงของใบไม้แห้ง

"พวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน..."