ตกสู่โลกที่ไม่มีวันกลิ้ง
Chapter 1 — ตกสู่โลกที่ไม่มีวันกลิ้ง
กลิ่นหอมของดอกลีลาวดีโชยมาแตะจมูก พร้อมกับเสียงระฆังวัดที่ดังแว่วมาตามสายลม นี่คือสิ่งที่ ขุนศึก จำได้ว่าเป็นความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาจำได้ว่ากำลังนั่งพักผ่อนใต้ร่มเงาของต้นลีลาวดีในวัดประจำหมู่บ้าน ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นสีขาวโพลน แล้วสติก็ดับวูบไป
เมื่อขุนศึกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในวัดที่คุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็นป่าทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่าน แสงแดดสาดส่องลงมาเพียงรำไร ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูมืดครึ้มและน่าขนลุก เสียงร้องของสัตว์ป่าที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากทุกทิศทาง ขุนศึกพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อรู้สึกถึงบาดแผลที่ขาข้างซ้าย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เขาพึมพำกับตัวเอง พยายามรวบรวมสติและสำรวจตัวเอง เขาพบว่าตัวเองยังคงสวมเสื้อผ้าชุดเดิม แต่มีรอยขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน นอกจากนั้น เขายังพบว่ามีดาบเก่าแก่เล่มหนึ่งเหน็บอยู่ที่เอว ซึ่งเขาจำไม่ได้ว่าเคยมีมันมาก่อน
ขุนศึกเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบปีต้นๆ ที่เติบโตในหมู่บ้านเล็กๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย เขาเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรงและมีทักษะในการต่อสู้ติดตัวมาบ้าง เนื่องจากได้รับการฝึกฝนจากพ่อที่เป็นอดีตทหาร แต่เขาไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้มาก่อน
เขาตัดสินใจที่จะสำรวจพื้นที่รอบๆ เพื่อหาทางออกจากป่าแห่งนี้ เขาเดินไปตามทิศทางที่คิดว่าน่าจะเป็นทางออก โดยพยายามระมัดระวังตัวตลอดเวลา เขาใช้ดาบที่พบติดตัวไปด้วย เพื่อป้องกันตัวเองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
ในขณะที่เดินไปเรื่อยๆ ขุนศึกก็สังเกตเห็นว่าต้นไม้และพืชพรรณในป่าแห่งนี้มีความแตกต่างจากที่เขาเคยเห็นในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้บางต้นมีขนาดใหญ่โตจนน่าเหลือเชื่อ บางต้นมีสีสันแปลกตา และบางต้นก็มีรูปร่างประหลาด เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกที่คุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเดินไปได้สักพัก ขุนศึกก็พบกับลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง เขาดีใจมากที่ได้เจอกับแหล่งน้ำ เขาคุกเข่าลงและดื่มน้ำจากลำธารอย่างกระหาย น้ำเย็นสดชื่นช่วยให้เขาสดชื่นขึ้นมาก
ในขณะที่กำลังดื่มน้ำอยู่นั้นเอง ขุนศึกก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านหลัง เขาหันกลับไปมองด้วยความตกใจ และสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้เขาแทบไม่เชื่อสายตา
มันคือสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง รูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปมาก ขนของมันเป็นสีดำสนิท ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำ และมันมีเขี้ยวแหลมคมที่ยื่นออกมาจากปากของมัน มันจ้องมองมาที่ขุนศึกด้วยสายตาที่ดุร้าย
ขุนศึกรู้ทันทีว่าเขาตกอยู่ในอันตราย เขาคว้าดาบขึ้นมาและเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยต่อสู้กับสัตว์ประหลาดมาก่อน แต่เขาก็รู้ว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น
สัตว์ประหลาดคำรามออกมาเสียงดัง และกระโจนเข้าใส่ขุนศึกด้วยความเร็วสูง ขุนศึกหลบหลีกได้อย่างหวุดหวิด และแทงดาบสวนกลับไป ดาบของเขาแทงเข้าที่ท้องของสัตว์ประหลาด แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทำให้มันได้รับบาดเจ็บมากนัก
สัตว์ประหลาดกัดเข้าที่แขนของขุนศึกอย่างแรง ทำให้เขาต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ดาบหลุดออกจากมือของเขา และเขาล้มลงกับพื้น สัตว์ประหลาดกระโดดขึ้นคร่อมตัวของเขา และเตรียมที่จะขย้ำเขา
ขุนศึกพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เขารู้ว่าเขากำลังจะตาย เขาหลับตาลงและเตรียมพร้อมที่จะรับความตาย
แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น แสงสีทองสว่างจ้าส่องลงมาจากท้องฟ้า และเข้าปกคลุมร่างของขุนศึก สัตว์ประหลาดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด และกระเด็นออกไปจากตัวของขุนศึก
เมื่อแสงสีทองจางหายไป ขุนศึกก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในป่าทึบอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา มีผู้คนมากมายยืนเรียงรายอยู่สองข้างทาง พวกเขาทั้งหมดสวมชุดเกราะสีทอง และมีอาวุธอยู่ในมือ
ที่ด้านหน้าสุดของห้องโถง มีบัลลังก์สีทองตั้งอยู่ บนบัลลังก์นั้น มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีขาว และมีมงกุฎทองคำสวมอยู่บนศีรษะ เขาจ้องมองมาที่ขุนศึกด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“ยินดีต้อนรับสู่ อาณาจักรเทวาสวรรค์ ขุนศึก” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องกังวาน “เราได้เลือกเจ้าให้เป็นผู้กอบกู้โลกของเรา”
ขุนศึกได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมเขาถึงถูกเลือกให้เป็นผู้กอบกู้โลก แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรออกไป ชายชราก็พูดต่อว่า
“โลกของเรากำลังตกอยู่ในอันตราย กองทัพปีศาจกำลังรุกรานเข้ามา และเราต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า” ชายชรากล่าว “เจ้าเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง และมีจิตใจที่กล้าหาญ เราเชื่อว่าเจ้าจะสามารถช่วยเราได้”
ขุนศึกมองไปรอบๆ ห้องโถง และเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของผู้คนเหล่านั้น เขารู้ว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องของพวกเขาได้
“ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยท่าน” ขุนศึกกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
ชายชรายิ้มออกมา และกล่าวว่า “ดีมาก ข้าจะมอบพลังให้เจ้า เพื่อให้เจ้าสามารถต่อสู้กับกองทัพปีศาจได้”
ชายชราโบกมือ และแสงสีทองก็ส่องลงมาที่ตัวของขุนศึกอีกครั้ง ขุนศึกรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขา พลังนั้นแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยรู้สึกมาก่อน
เมื่อแสงสีทองจางหายไป ขุนศึกก็พบว่าตัวเองสวมชุดเกราะสีทอง และมีดาบเล่มใหม่ที่ดูแข็งแกร่งกว่าเดิมอยู่ในมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองชายชรา และกล่าวว่า
“ขอบคุณท่าน”
ชายชรายิ้ม และกล่าวว่า “จงไปเถิด ขุนศึก และนำชัยชนะมาสู่เรา”
ขุนศึกพยักหน้า และเดินออกจากห้องโถงไป เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เขาก็รู้ว่าเขาจะต้องต่อสู้เพื่อปกป้องโลกใบนี้
เมื่อขุนศึกเดินออกมาจากห้องโถง เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในสนามฝึกขนาดใหญ่ มีทหารจำนวนมากกำลังฝึกซ้อมการต่อสู้อยู่ พวกเขามองมาที่ขุนศึกด้วยความสนใจ
ขุนศึกเดินเข้าไปหาทหารกลุ่มหนึ่ง และถามพวกเขาว่า “ผมควรจะไปที่ไหน?”
ทหารคนหนึ่งตอบว่า “ท่านควรจะไปที่ค่ายฝึก ท่านจะได้เรียนรู้การใช้พลังของท่าน และฝึกฝนการต่อสู้”
ขุนศึกพยักหน้า และเดินไปยังค่ายฝึก เขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง แต่เขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น
ในขณะที่ขุนศึกกำลังเดินไปยังค่ายฝึกนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เขาหันกลับไปมอง และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถูกทหารสองคนลากตัวไป
ผู้หญิงคนนั้นพยายามดิ้นรนและร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสนใจเธอ ขุนศึกรู้สึกสงสารเธอมาก เขาตัดสินใจที่จะเข้าไปช่วยเหลือเธอ
เขาเดินเข้าไปขวางทางทหารทั้งสองคน และถามว่า “พวกท่านกำลังทำอะไร?”
ทหารคนหนึ่งตอบว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน ท่านควรจะไปที่ค่ายฝึก”
ขุนศึกตอบว่า “ผมไม่สนว่าพวกท่านกำลังทำอะไร ผมแค่ต้องการให้พวกท่านปล่อยเธอไป”
ทหารทั้งสองคนมองหน้ากัน และหัวเราะออกมา ทหารคนหนึ่งกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามาสั่งพวกเรา?”
ขุนศึกตอบว่า “ผมไม่ต้องการทะเลาะกับพวกท่าน ผมแค่ต้องการให้พวกท่านปล่อยเธอไป”
ทหารอีกคนกล่าวว่า “ถ้าเจ้าอยากจะช่วยเธอ เจ้าก็ต้องสู้กับพวกเรา”
ขุนศึกถอนหายใจ และกล่าวว่า “ผมไม่อยากทำร้ายพวกท่าน แต่ถ้าพวกท่านไม่ปล่อยเธอไป ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่น”
ทหารทั้งสองคนชักดาบออกมา และเตรียมที่จะโจมตีขุนศึก ขุนศึกก็ชักดาบของเขาออกมาเช่นกัน และเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เริ่มต่อสู้กัน ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังของขุนศึก
“พอได้แล้ว!”
ทุกคนหันไปมอง และเห็นชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ชายคนนั้นสวมชุดเกราะสีดำ และมีดาบยาวเหน็บอยู่ที่เอว เขาเดินเข้ามาใกล้ขุนศึก และกล่าวว่า
“เจ้าคือขุนศึก ใช่ไหม?”
ขุนศึกพยักหน้า และตอบว่า “ใช่ ผมเอง”
ชายคนนั้นยิ้ม และกล่าวว่า “ข้าคือ ราเชนทร์ แม่ทัพแห่งอาณาจักรเทวาสวรรค์ ข้าได้รับคำสั่งให้มาดูแลเจ้า”
ขุนศึกรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าเขาจะได้รับการดูแลจากแม่ทัพใหญ่เช่นนี้
ราเชนทร์มองไปที่ทหารทั้งสองคน และกล่าวว่า “ปล่อยเธอไป”
ทหารทั้งสองคนลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมปล่อยตัวผู้หญิงคนนั้นไป ราเชนทร์หันไปหาผู้หญิงคนนั้น และกล่าวว่า “เจ้าปลอดภัยแล้ว กลับไปเถิด”
ผู้หญิงคนนั้นโค้งคำนับราเชนทร์ และวิ่งหนีไป
ราเชนทร์หันกลับมามองขุนศึก และกล่าวว่า “ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปที่ค่ายฝึก”
ขุนศึกพยักหน้า และเดินตามราเชนทร์ไป เขาไม่รู้ว่าทำไมราเชนทร์ถึงมาดูแลเขา แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณเขามาก
ในขณะที่พวกเขากำลังเดินไปยังค่ายฝึกนั้นเอง ราเชนทร์ก็ถามขุนศึกว่า “เจ้ามาจากโลกอื่นใช่ไหม?”
ขุนศึกพยักหน้า และตอบว่า “ใช่ ผมมาจากประเทศไทย”
ราเชนทร์กล่าวว่า “ข้ารู้แล้ว ข้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโลกของเจ้ามาบ้าง”
ขุนศึกถามว่า “ท่านรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโลกของผมบ้าง?”
ราเชนทร์ตอบว่า “ข้ารู้ว่าโลกของเจ้าเป็นโลกที่สงบสุข และไม่มีเวทมนตร์”
ขุนศึกรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าจะมีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับโลกของเขามากขนาดนี้
ราเชนทร์กล่าวต่อว่า “แต่โลกของเจ้าก็กำลังตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน”
ขุนศึกถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับโลกของผม?”
ราเชนทร์ตอบว่า “มีปีศาจจากโลกอื่นกำลังรุกรานโลกของเจ้า พวกมันกำลังพยายามที่จะยึดครองโลกของเจ้า”
ขุนศึกตกตะลึง เขาไม่เคยคิดว่าโลกของเขาจะตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้
ราเชนทร์กล่าวว่า “เราไม่สามารถปล่อยให้พวกมันทำสำเร็จได้ เราต้องช่วยโลกของเจ้า”
ขุนศึกถามว่า “เราจะช่วยโลกของผมได้อย่างไร?”
ราเชนทร์ตอบว่า “เราจะส่งเจ้ากลับไปยังโลกของเจ้า เพื่อให้เจ้าไปต่อสู้กับพวกปีศาจ”
ขุนศึกรู้สึกตกใจ เขาไม่คิดว่าเขาจะต้องกลับไปยังโลกของเขาเร็วขนาดนี้
ราเชนทร์กล่าวว่า “แต่ก่อนที่เจ้าจะกลับไปได้ เจ้าต้องฝึกฝนให้แข็งแกร่งเสียก่อน เจ้าต้องเรียนรู้วิธีการใช้พลังของเจ้า และเรียนรู้วิธีการต่อสู้กับพวกปีศาจ”
ขุนศึกพยักหน้า และตอบว่า “ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยโลกของผม”
ราเชนทร์ยิ้ม และกล่าวว่า “ดีมาก ข้าจะสอนเจ้าทุกอย่างที่ข้ารู้”
ราเชนทร์พาขุนศึกไปยังค่ายฝึก และเริ่มสอนเขาเกี่ยวกับการใช้พลัง และการต่อสู้ ขุนศึกเรียนรู้อย่างรวดเร็ว และพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่ขุนศึกกำลังฝึกฝนอยู่นั้นเอง ราเชนทร์ก็ได้รับข่าวร้าย
“กองทัพปีศาจได้บุกเข้าโจมตีอาณาจักรของเราแล้ว!”
ขุนศึกได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เขาไม่คิดว่ากองทัพปีศาจจะบุกโจมตีเร็วขนาดนี้
ราเชนทร์กล่าวว่า “เราต้องไปปกป้องอาณาจักรของเรา”
ขุนศึกถามว่า “ผมจะช่วยอะไรได้บ้าง?”
ราเชนทร์ตอบว่า “เจ้าจงตามข้ามา”
ราเชนทร์นำขุนศึกไปยังแนวหน้า และเข้าร่วมการต่อสู้กับกองทัพปีศาจ ขุนศึกใช้พลังของเขา และดาบของเขาอย่างเต็มที่ เขาต่อสู้กับพวกปีศาจอย่างกล้าหาญ และช่วยปกป้องอาณาจักรของเขาไว้ได้
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้อยู่นั้นเอง ราเชนทร์ก็ถูกปีศาจตนหนึ่งโจมตีจากด้านหลัง
“ราเชนทร์!” ขุนศึกร้องออกมาด้วยความตกใจ
ราเชนทร์ล้มลงกับพื้น และปีศาจตนนั้นก็เตรียมที่จะฆ่าเขา
ขุนศึกรีบวิ่งเข้าไปช่วยราเชนทร์ แต่เขาก็ช้าเกินไป ปีศาจตนนั้นเงื้อดาบขึ้น และเตรียมที่จะฟันราเชนทร์
แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น แสงสีขาวสว่างจ้าส่องลงมาจากท้องฟ้า และเข้าปกคลุมร่างของราเชนทร์
ปีศาจตนนั้นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด และกระเด็นออกไปจากตัวของราเชนทร์
เมื่อแสงสีขาวจางหายไป ทุกคนก็เห็นว่าราเชนทร์ลุกขึ้นยืนแล้ว แต่เขาไม่ได้เป็นราเชนทร์คนเดิมอีกต่อไป เขาเปลี่ยนไปแล้ว
ดวงตาของราเชนทร์เป็นสีแดงก่ำ ผิวของเขาเป็นสีดำสนิท และเขามีปีกสีดำงอกออกมาจากหลังของเขา
ราเชนทร์หัวเราะออกมาเสียงดัง และกล่าวว่า “ข้าคือ ราเชนทร์ ปีศาจ!”
ขุนศึกตกตะลึง เขาไม่เชื่อว่าราเชนทร์จะกลายเป็นปีศาจไปได้
ราเชนทร์หันมามองขุนศึก และยิ้มอย่างชั่วร้าย
“เจ้าคือคนต่อไป!” ราเชนทร์กล่าว
แล้วราเชนทร์ก็พุ่งเข้าใส่ขุนศึกด้วยความเร็วสูง…