ปราสาทต้องสาป
Chapter 1 — ปราสาทต้องสาป
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาจากหอคอยร้างทางทิศตะวันตกของปราสาทบรรพตวิญญาณ ปานเสียงของวิญญาณร้ายที่ถูกจองจำมานานนับศตวรรษ ผม, ทักษิน, ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลบรรพตพิศาล, สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราอันแสนสั้น ลมหนาวเดือนสิบสองพัดโชยผ่านหน้าต่างที่ไร้ซึ่งบานกระจก หอบเอาความเย็นเยียบและความหวาดหวั่นเข้ามาสู่ห้องบรรทมของผม
ผมลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง มองออกไปยังหอคอยที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด แสงจันทร์ส่องกระทบยอดแหลมของหอคอย ทำให้มันดูเหมือนนิ้วมือของปีศาจร้ายที่กำลังชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า ผมขนลุกซู่ ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างบอกผมว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปตลอดกาล
ปราสาทบรรพตวิญญาณ ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า ท่ามกลางป่าทึบที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าขานสยองขวัญ มันถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยบรรพบุรุษของผม, ขุนบรรพตพิศาล, นักไสยศาสตร์ผู้เรืองนาม ว่ากันว่า เขาได้ทำพันธสัญญากับวิญญาณร้าย เพื่อแลกกับอำนาจและความร่ำรวย แต่สุดท้าย เขาก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ ถูกวิญญาณร้ายทรยศและลากลงสู่นรกภูมิ
หลังจากนั้น ปราสาทบรรพตวิญญาณก็กลายเป็นสถานที่ต้องคำสาป ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เว้นแต่คนในตระกูลบรรพตพิศาล ที่ต้องสืบทอดหน้าที่ในการดูแลและปกป้องปราสาทแห่งนี้ จากพลังอำนาจมืดที่แฝงเร้นอยู่ภายใน
ผมเป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูล ผมถูกเลี้ยงดูมาในปราสาทแห่งนี้ ตั้งแต่จำความได้ ผมก็ถูกปลูกฝังเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันน่าสะพรึงกลัวของตระกูล เรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณร้าย และหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ผมต้องแบกรับ
แต่ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนั้น ผมคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าขานที่แต่งเติมขึ้นมา เพื่อให้คนในตระกูลรู้สึกภาคภูมิใจและมีเป้าหมายในชีวิต แต่เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในปราสาทแห่งนี้ เสียงแปลกๆ ที่ดังมาจากห้องใต้ดิน ร่องรอยประหลาดที่ปรากฏขึ้นบนผนัง และความรู้สึกเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายในยามค่ำคืน
เมื่อสองปีก่อน พ่อของผม, ท่านขุนบรรพตพิศาล, ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เขาถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องทำงาน สภาพศพของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ราวกับถูกสัตว์ร้ายทำร้าย ตำรวจสรุปว่า เขาเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย แต่ผมไม่เชื่อ ผมคิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้น เกี่ยวข้องกับการตายของพ่อ
หลังจากพ่อเสียชีวิต ผมก็กลายเป็นเจ้าของปราสาทบรรพตวิญญาณอย่างเต็มตัว ผมพยายามสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อ แต่ผมก็ไม่พบอะไรเลย ทุกอย่างถูกปิดบังไว้อย่างมิดชิด ราวกับมีใครบางคนไม่อยากให้ผมรู้ความจริง
คืนนี้ เป็นคืนครบรอบสองปีการตายของพ่อ ผมรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ ผมได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากหอคอยร้าง มันดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับวิญญาณร้ายกำลังทรมาน ผมตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง และเดินไปยังหอคอยร้าง เพื่อค้นหาความจริง
ผมเดินผ่านทางเดินยาวที่มืดมิด แสงจากตะเกียงที่ผมถืออยู่ในมือ ส่องสว่างเพียงเล็กน้อย ผมรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเดินตามผมมา ผมหันหลังกลับไปมอง แต่ก็ไม่พบใคร ผมเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ผมอยากจะไปให้ถึงหอคอยร้างให้เร็วที่สุด
เมื่อผมมาถึงหน้าประตูหอคอยร้าง ผมก็ต้องตกตะลึง ประตูที่ถูกปิดตายมานานนับสิบปี เปิดออกแล้ว แสงสีแดงเรืองรองลอดออกมาจากภายในหอคอย ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และก้าวเข้าไปในหอคอย
ภายในหอคอยเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและใยแมงมุม ผมมองไปรอบๆ ผมเห็นบันไดวนที่ทอดขึ้นไปยังชั้นบน ผมตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไป ผมได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาตามลม มันพูดชื่อของผมซ้ำๆ
ผมเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองผมอยู่ ผมหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่พบใคร ผมเริ่มรู้สึกหวาดกลัว ผมอยากจะหันหลังกลับ แต่ผมก็รู้ว่าผมทำไม่ได้ ผมต้องไปให้ถึงชั้นบนของหอคอย ผมต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อผมมาถึงชั้นบนสุดของหอคอย ผมก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ผมเห็น ตรงกลางห้อง มีแท่นบูชาหินตั้งอยู่ บนแท่นบูชา มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ มันถูกปกคลุมไปด้วยเลือด ผมเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา ผมก้มลงมองหนังสือ ผมเห็นชื่อของผมถูกเขียนไว้บนหน้าปก
ผมหยิบหนังสือขึ้นมา ผมเปิดมันออก ผมเห็นตัวอักษรประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมพยายามอ่านมัน แต่ผมก็อ่านไม่ออก ทันใดนั้นเอง ผมก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังแตะไหล่ของผม ผมหันหลังกลับไป ผมเห็นร่างสีดำยืนอยู่ข้างหลังผม มันสูงใหญ่และน่ากลัว ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำ มันจ้องมองมาที่ผมด้วยความโกรธแค้น
ร่างสีดำนั้นยกมือขึ้น มันชี้มาที่ผม มันพูดด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า "เจ้าคือผู้ที่ถูกเลือก เจ้าจะต้องชดใช้" ผมพยายามจะหนี แต่ผมก็ขยับตัวไม่ได้ ผมรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น ร่างสีดำนั้นเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ผมหลับตาลง ผมรอคอยความตาย
แต่ความตายก็ไม่มาถึง ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผมเห็นร่างสีดำนั้นหายไปแล้ว ผมมองไปรอบๆ ผมยังคงอยู่ในหอคอย ผมยังคงถือหนังสืออยู่ในมือ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผมพยายามตั้งสติ ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่รู้ว่าร่างสีดำนั้นคืออะไร ผมรู้แต่ว่าผมต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ผมรีบวิ่งลงบันได ผมวิ่งออกจากหอคอย ผมวิ่งกลับไปยังปราสาท ผมวิ่งเข้าไปในห้องนอนของผม ผมล็อคประตู ผมทิ้งตัวลงบนเตียง ผมนอนตัวสั่น ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำอย่างไรต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ผมมองไปรอบๆ ห้อง ผมเห็นหนังสือเล่มนั้นวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ผมลุกขึ้นจากเตียง ผมเดินไปหยิบหนังสือเล่มนั้น ผมเปิดมันออก ผมพยายามอ่านมันอีกครั้ง แต่ผมก็ยังอ่านไม่ออก
ทันใดนั้นเอง ผมก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเรียกชื่อของผม ผมหันไปมองรอบๆ ผมไม่เห็นใคร แต่ผมก็ได้ยินเสียงนั้นชัดเจน มันเป็นเสียงที่แหบแห้งและน่ากลัว มันพูดว่า "ทักษิน เจ้าจะต้องมาพบข้าที่ห้องใต้ดิน" ผมขนลุกซู่ ผมรู้ว่าผมไม่ควรไป แต่ผมก็รู้สึกเหมือนถูกบังคับ ผมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
ผมเดินออกจากห้องนอน ผมเดินไปยังห้องใต้ดิน ผมเปิดประตูห้องใต้ดิน ผมก้าวลงบันได ผมเดินลงไปในความมืดมิด ผมได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาตามลม มันพูดว่า "เจ้ามาแล้วหรือ ทักษิน" ผมกลัวมาก ผมอยากจะหันหลังกลับ แต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมเดินต่อไป ผมเดินเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของห้องใต้ดิน
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างก็ส่องขึ้น ผมเห็นร่างสีดำยืนอยู่ตรงหน้าผม มันยิ้มให้ผม มันพูดว่า "ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเจ้า ทักษิน" มันกางแขนออก มันเชื้อเชิญผมให้เข้าไปใกล้ ผมรู้สึกเหมือนถูกสะกด ผมเดินเข้าไปหาร่างสีดำ ผมไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมรู้แต่ว่าชีวิตของผมกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
ร่างสีดำนั้นจับมือของผม มันพาผมเดินเข้าไปในห้องลับที่ซ่อนอยู่ภายในห้องใต้ดิน ภายในห้องลับนั้น มีแท่นบูชาหินตั้งอยู่ บนแท่นบูชา มีมีดคมกริบวางอยู่ ร่างสีดำนั้นหยิบมีดขึ้นมา มันยื่นมีดให้ผม มันพูดว่า "เจ้าจะต้องสังเวย เพื่อให้พันธสัญญาของเราสมบูรณ์" ผมรับมีดมา ผมมองไปที่ร่างสีดำ ผมถามว่า "ผมต้องสังเวยใคร" ร่างสีดำนั้นยิ้ม มันชี้มาที่ตัวผม มันพูดว่า "เจ้าจะต้องสังเวยตัวเจ้าเอง"
ผมเบิกตากว้าง ผมไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ผมพยายามจะหนี แต่ร่างสีดำนั้นจับตัวผมไว้ มันบังคับให้ผมคุกเข่าลงหน้าแท่นบูชา มันจับมือของผมให้ถือมีด มันยกมือของผมขึ้นเหนือศีรษะ มันพูดว่า "จงสังเวย"
ผมหลับตาลง ผมกัดฟัน ผมแทงมีดลงไปที่หน้าอกของตัวเอง…