วิญญาณในเรือนไม้สัก
Chapter 1 — วิญญาณในเรือนไม้สัก
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังเสียดแทงทะลุความเงียบสงัดของยามรัตติกาล ปลุกให้ ‘ปิ่นอนงค์’ สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง ราวกับเพิ่งเผชิญหน้ากับความตายมาหมาดๆ
ปิ่นอนงค์ลุกขึ้นนั่งบนเตียง มองไปรอบๆ ห้องนอนสีขาวสะอาดตา แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้เห็นรายละเอียดของเครื่องเรือนไม้สักโบราณที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ถึงกระนั้น ความรู้สึกหวาดหวั่นในจิตใจก็ยังคงอยู่
“ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ…” เธอบอกกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พยายามสะกดกลั้นความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ
บ้านไม้สักหลังนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในจังหวัดเชียงใหม่ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ปิ่นอนงค์ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อสามเดือนก่อน หลังจากที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างกะทันหัน เธอหวังว่าความเงียบสงบและความงดงามของธรรมชาติจะช่วยเยียวยาบาดแผลในใจได้บ้าง
แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็คือ บ้านหลังนี้ไม่ได้มีแค่ความเงียบสงบเท่านั้น แต่ยังมี ‘บางสิ่ง’ ที่ซ่อนตัวอยู่ด้วย
นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ ปิ่นอนงค์ก็เริ่มฝันร้ายถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในฝัน เธอเห็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดไทยโบราณสีขาว ยืนอยู่หน้าบ้านด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย ดวงตาแดงก่ำราวกับร้องไห้มาตลอดทั้งคืน ผู้หญิงคนนั้นจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความอาฆาต
นอกจากฝันร้ายแล้ว ปิ่นอนงค์ยังได้ยินเสียงแปลกๆ ในบ้านอยู่บ่อยครั้ง เสียงกระซิบแผ่วเบา เสียงคนเดิน เสียงของตกแตก แม้ว่าเธอจะพยายามหาต้นตอของเสียงเหล่านั้น แต่ก็ไม่เคยพบอะไรเลย
“คงเป็นเพราะฉันคิดมากไปเอง” เธอบอกกับตัวเองซ้ำๆ พยายามที่จะไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ความรู้สึกหวาดกลัวก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากตื่นจากฝันร้าย ปิ่นอนงค์ก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเธออยู่ เธอหันไปมองรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่เห็นใคร นอกจากความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่ทุกหนทุกแห่ง
เธอตัดสินใจลุกจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง เปิดมันออกรับลมเย็นที่พัดโชยเข้ามา แสงจันทร์ส่องสว่างทำให้เธอเห็นทิวทัศน์ของป่าเขาที่อยู่เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ความเงียบสงัดและความงดงามของธรรมชาติช่วยบรรเทาความหวาดกลัวในจิตใจของเธอได้บ้าง
แต่แล้ว…สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็น ‘บางสิ่ง’ ที่ทำให้เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ที่หน้าบ้าน…มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่
ผู้หญิงคนนั้นสวมชุดไทยโบราณสีขาว ผมยาวสยาย ใบหน้าขาวซีด ดวงตาแดงก่ำราวกับร้องไห้มาตลอดทั้งคืน
ปิ่นอนงค์จำได้…ผู้หญิงคนนี้คือคนที่เธอเห็นในฝันร้าย
ผู้หญิงคนนั้นจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความอาฆาต
ปิ่นอนงค์ยืนตัวแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ เธอรู้สึกราวกับว่ามีใครบางคนกำลังกดทับเธออยู่
ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ ยกมือขึ้น ชี้มาที่ปิ่นอนงค์
“แก…ต้อง…ชด…ใช้…” เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เย็นเยียบดังขึ้นในความเงียบ
ปิ่นอนงค์กรีดร้องออกมาสุดเสียง แต่ไม่มีใครได้ยิน
ทันใดนั้น…ผู้หญิงคนนั้นก็หายวับไปกับตา
ปิ่นอนงค์ทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องทำอย่างไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้ก็คือ…เธอไม่ได้อยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้อีกต่อไป
หลายวันผ่านไป ความหวาดกลัวของปิ่นอนงค์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่กล้าที่จะอยู่ในบ้านคนเดียว เธอพยายามที่จะหาเพื่อนมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะมาอยู่บ้านหลังนี้ เพราะพวกเขาก็ได้ยินเรื่องราวแปลกๆ เกี่ยวกับบ้านหลังนี้มาเหมือนกัน
คืนหนึ่ง ปิ่นอนงค์ตัดสินใจที่จะค้นหาความจริงเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ เธอเริ่มค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เธออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของบ้านหลังนี้ เธออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้
และในที่สุด เธอก็ได้พบกับเรื่องราวที่ทำให้เธอต้องขนลุกซู่
เมื่อหลายสิบปีก่อน…มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า ‘คุณหญิงแขไข’ อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ คุณหญิงแขไขเป็นผู้หญิงที่สวยงามและมีเสน่ห์ เธอเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมาย แต่เธอรักอยู่กับชายคนเดียว ชายคนนั้นชื่อว่า ‘ขุนไกร’ ขุนไกรเป็นทหารหนุ่มที่กล้าหาญและองอาจ
ทั้งสองรักกันมาก และวางแผนที่จะแต่งงานกัน แต่แล้ว…ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น
ขุนไกรถูกส่งไปรบในสงคราม และหายสาบสูญไป
คุณหญิงแขไขเสียใจมาก เธอรอคอยการกลับมาของขุนไกรอยู่ทุกวัน แต่ขุนไกรก็ไม่เคยกลับมา
ในที่สุด…คุณหญิงแขไขก็ตัดสินใจที่จะจบชีวิตตัวเอง เธอผูกคอตายในบ้านหลังนี้
หลังจากที่คุณหญิงแขไขเสียชีวิต…บ้านหลังนี้ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาอาศัยอยู่ เพราะพวกเขากลัวว่าวิญญาณของคุณหญิงแขไขจะยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้
ปิ่นอนงค์อ่านเรื่องราวของคุณหญิงแขไขจนจบ เธอรู้สึกสงสารและเห็นใจคุณหญิงแขไขเป็นอย่างมาก เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมวิญญาณของคุณหญิงแขไขถึงได้โกรธแค้นและอาฆาตเธอ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร” เธอบอกกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉันขอโทษ…”
แต่คำขอโทษของเธอ…ดูเหมือนจะไม่เป็นผล
ในคืนนั้นเอง…ปิ่นอนงค์ได้เผชิญหน้ากับวิญญาณของคุณหญิงแขไขอีกครั้ง
คราวนี้…วิญญาณของคุณหญิงแขไขไม่ได้ยืนอยู่หน้าบ้าน แต่กลับยืนอยู่ข้างเตียงของเธอ
วิญญาณของคุณหญิงแขไขจ้องมองมาที่ปิ่นอนงค์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความอาฆาต
“แก…ต้อง…ตาย…” เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เย็นเยียบดังขึ้นในความเงียบ
วิญญาณของคุณหญิงแขไขค่อยๆ ยื่นมือมาบีบคอปิ่นอนงค์
ปิ่นอนงค์พยายามที่จะดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เธอรู้สึกราวกับว่ากำลังจะขาดใจตาย
ทันใดนั้น…เธอก็เห็นแสงสว่างสีขาวส่องเข้ามาในห้อง
แสงสว่างนั้น…มาจากพระเครื่องที่เธอสวมใส่อยู่
วิญญาณของคุณหญิงแขไขกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่จะสลายหายไป
ปิ่นอนงค์รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด แต่เธอก็รู้ว่า…การเผชิญหน้ากับวิญญาณของคุณหญิงแขไขยังไม่จบลง
เช้าวันต่อมา ปิ่นอนงค์ตัดสินใจที่จะเดินทางไปวัดแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระสงฆ์
เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระสงฆ์ฟัง พระสงฆ์ฟังเธออย่างตั้งใจ ก่อนที่จะกล่าวว่า “วิญญาณของคุณหญิงแขไขยังคงผูกติดอยู่กับบ้านหลังนั้น เพราะความโกรธแค้นและความอาฆาตที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย”
“แล้วฉันจะทำอย่างไรดีคะ?” ปิ่นอนงค์ถามด้วยความกังวล
“เธอต้องช่วยให้วิญญาณของคุณหญิงแขไขได้รับการปลดปล่อย” พระสงฆ์ตอบ “เธอต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงแขไข และช่วยให้เธอได้พบกับความสงบสุข”
ปิ่นอนงค์รับฟังคำแนะนำของพระสงฆ์ด้วยความตั้งใจ เธอรู้ว่ามันจะเป็นงานที่ยากและอันตราย แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น
เธอต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงแขไข และช่วยให้เธอได้พบกับความสงบสุข…เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินเธออยู่
เมื่อกลับถึงบ้าน ปิ่นอนงค์เริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณหญิงแขไขอีกครั้ง เธอไปที่ห้องสมุดของหมู่บ้าน เธอสัมภาษณ์คนแก่คนเฒ่าที่เคยรู้จักคุณหญิงแขไข
จากการค้นหาข้อมูล เธอได้พบกับเรื่องราวที่น่าตกใจ
มีข่าวลือว่า…ขุนไกรไม่ได้หายสาบสูญไปในสงคราม แต่กลับถูกฆ่าตายโดยคนใกล้ชิด
และคนที่ฆ่าขุนไกร…ก็คือคนที่คุณหญิงแขไขไว้ใจมากที่สุด
ปิ่นอนงค์ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน เธอไม่รู้ว่าข่าวลือนี้เป็นความจริงหรือไม่ แต่เธอก็รู้สึกว่ามันอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เธอไขปริศนาการตายของคุณหญิงแขไขได้
เธอตัดสินใจที่จะสืบสวนเรื่องนี้ต่อไป เธอต้องค้นหาความจริงให้ได้…เพื่อที่จะช่วยให้วิญญาณของคุณหญิงแขไขได้รับการปลดปล่อย และเพื่อที่จะปกป้องตัวเองจากความอาฆาตของวิญญาณร้าย
ในขณะที่เธอกำลังนั่งคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดอยู่นั้น…เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากห้องใต้ดิน
เสียงนั้น…เป็นเสียงร้องไห้
ปิ่นอนงค์ตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว เธอไม่เคยได้ยินเสียงร้องไห้มาจากห้องใต้ดินมาก่อน
เธอรู้ว่า…มี ‘บางสิ่ง’ กำลังรอเธออยู่ในห้องใต้ดิน
แต่เธอไม่มีทางเลือก…เธอต้องลงไปดู