เจ้าสาวตามสัญญา

Chapter 1 — เจ้าสาวตามสัญญา

เสียงโทรศัพท์ดังแสบแก้วหูปลุกเปมิกาให้ตื่นจากห้วงนิทราอันแสนหวาน นิ้วเรียวควานหามือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงอย่างทุลักทุเล ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

“ว่าไง…” เปมิกาเอ่ยเสียงแผ่วเบา พยายามปรือตาขึ้นมองนาฬิกาข้างเตียงที่บอกเวลาหกโมงเช้า แสงแดดอ่อน ๆ เริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องนอนสีขาวสะอาดตา

“เปมิกา! นี่เธอจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนกันฮะ! วันนี้วันสำคัญนะ รีบตื่นแล้วลงมาข้างล่างเดี๋ยวนี้เลย!” เสียงมารดาตะโกนลอดสายมาอย่างหัวเสีย ทำเอาเปมิกาต้องรีบดึงโทรศัพท์ออกจากหูแทบไม่ทัน

“โธ่ แม่…วันนี้วันอะไรเหรอคะ?” เปมิกาถามเสียงอ่อย พยายามนึกว่าวันนี้มีธุระสำคัญอะไรที่เธอต้องทำ แต่สมองเจ้ากรรมกลับตีบตันไปหมด

“นี่เธอจำไม่ได้จริง ๆ เหรอ! วันนี้เป็นวันที่เธอต้องไปพบกับคุณเมธัสไงล่ะ! ลูกชายท่านทูตที่แม่เคยบอกเธอไว้น่ะ!”

เมื่อได้ยินชื่อ ‘เมธัส’ เท่านั้นแหละ สองตาของเปมิกาก็เบิกโพลงขึ้นมาทันที ความงัวเงียเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง ราวกับมีใครเอาน้ำเย็นมาราดใส่ “จริงสิ! ตายแล้ว! หนูเกือบลืมไปเลย”

“รีบลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะเปมิกา! อย่าให้คุณท่านต้องรอนาน!” มารดาสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะตัดสายทิ้งไป เปมิการีบลุกจากเตียงด้วยความตกใจ วิ่งตรงเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว

เปมิกา หรือชื่อเล่นว่า ‘รุ่ง’ เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลอัครเดชดำรง ตระกูลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในวงสังคมชั้นสูงของเมืองไทย ชีวิตของเธอถูกวางกรอบไว้ตั้งแต่เกิด เธอต้องเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด ต้องทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับฐานะ และที่สำคัญที่สุด เธอต้องแต่งงานกับคนที่เหมาะสมกับตระกูล

แม้ว่าเปมิกาจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่หรูหราและสะดวกสบาย แต่เธอกลับไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริง เธอใฝ่ฝันถึงชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นอิสระ เธออยากจะทำในสิ่งที่เธอรัก อยากจะใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ แต่ทุกอย่างกลับถูกขีดเขียนไว้หมดแล้ว

วันนี้เป็นวันที่เปมิกาต้องไปพบกับ เมธัส เทพารักษ์ ลูกชายคนเดียวของท่านทูตประจำประเทศอังกฤษ หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดีที่มารดาของเธอยกย่องนักหนา ทั้งสองตระกูลรู้จักกันมานาน และมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แน่นแฟ้น การแต่งงานของเปมิกาและเมธัสจึงเป็นเหมือนการสานสัมพันธ์และผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

เปมิการู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นเรื่องของธุรกิจและหน้าตาทางสังคม เธอไม่ได้รักเมธัส และแทบจะไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ พวกเขาเคยเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งในงานเลี้ยงต่าง ๆ และทุกครั้งเมธัสก็ดูเย็นชาและห่างเหิน

แต่ถึงอย่างนั้น เปมิกาก็รู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือก เธอไม่สามารถขัดขืนความต้องการของบิดามารดาได้ เพราะเธอรู้ว่าพวกเขาคาดหวังในตัวเธอมากแค่ไหน และเธอไม่อยากทำให้พวกเขาผิดหวัง

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เปมิกาก็เดินลงมาข้างล่างด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง บิดาและมารดานั่งรอเธออยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นเปมิกาเดินเข้ามา ทั้งสองก็พยักหน้าให้เธอไปนั่งที่

“ทำไมถึงลงมาช้าอย่างนี้รุ่ง! รู้ไหมว่าคุณท่านรอนานแค่ไหนแล้ว!” มารดาเอ็ดเสียงดัง

“ขอโทษค่ะแม่ หนูตื่นสายไปหน่อย” เปมิกาตอบเสียงแผ่วเบา

“เอาล่ะ ๆ ไม่เป็นไร รีบกินข้าวเถอะ เดี๋ยวค่อยออกไปพร้อมกัน” บิดาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงใจเย็น

เปมิกานั่งลงที่โต๊ะอาหารและเริ่มลงมือทานอาหารเช้าอย่างเงียบ ๆ บรรยากาศในห้องอาหารเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ เปมิการู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำ เธอหายใจไม่ออก และอยากจะหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์นี้

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เปมิกา บิดา และมารดา ก็ออกเดินทางไปยังโรงแรมหรูใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานที่นัดพบกับเมธัสและครอบครัว

เมื่อมาถึงโรงแรม ทั้งสามก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพนักงาน พวกเขาถูกพาไปยังห้องรับรองพิเศษที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ภายในห้องมีโซฟาชุดใหญ่ โต๊ะกลางที่เต็มไปด้วยดอกไม้สด และภาพวาดราคาแพงที่ประดับอยู่บนผนัง

ไม่นานนัก เมธัสและครอบครัวก็เดินเข้ามาในห้อง เมธัสอยู่ในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แต่แววตากลับดูเย็นชาและไร้อารมณ์ ข้างกายเขามีบิดาและมารดาที่อยู่ในชุดหรูหราสง่างาม

“สวัสดีครับ/ค่ะ คุณท่าน” ทั้งสองครอบครัวทักทายกันด้วยความเคารพ

“สวัสดีค่ะคุณเมธัส” เปมิกากล่าวทักทายเมธัสด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ

“สวัสดีครับคุณเปมิกา” เมธัสตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

หลังจากทักทายกันพอสมควร ทั้งสองครอบครัวก็นั่งลงบนโซฟาและเริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องธุรกิจและเรื่องสัพเพเหระต่าง ๆ เปมิกานั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันอย่างเงียบ ๆ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดที่ถูกจับมาวางไว้ตรงนี้

ในช่วงพักจากการสนทนา มารดาของเมธัสหันมาพูดคุยกับเปมิกาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เปมิกาเป็นเด็กที่สวยและเก่งมากเลยนะคะ ดิฉันชื่นชมเปมิกามานานแล้ว”

“ขอบคุณค่ะคุณท่าน” เปมิกาตอบด้วยความสุภาพ

“เปมิกากับเมธัสเหมาะสมกันมากจริง ๆ ค่ะ ดิฉันเชื่อว่าถ้าแต่งงานกันแล้วจะต้องเป็นคู่ที่น่าอิจฉามากแน่ ๆ”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เปมิกาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่คอ เธอไม่รู้จะตอบอะไรออกไป ได้แต่ยิ้มแหย ๆ ให้กับมารดาของเมธัส

หลังจากพูดคุยกันไปได้สักพัก บิดาของเมธัสก็เอ่ยขึ้นว่า “เอาล่ะครับ ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ผมว่าเรามาคุยกันถึงเรื่องวันแต่งงานเลยดีไหมครับ?”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘วันแต่งงาน’ เปมิกาก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอใจเต้นแรง และหายใจไม่ทั่วท้อง เธอรู้ดีว่าวันนี้จะต้องมาถึง แต่เธอไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้

“ผมเห็นด้วยครับคุณท่าน ผมอยากให้ทุกอย่างเรียบร้อยโดยเร็ว” บิดาของเปมิกาตอบด้วยรอยยิ้ม

“ถ้าอย่างนั้นเรามาดูฤกษ์งามยามดีกันเลยดีไหมครับ?” มารดาของเมธัสพูดขึ้นพร้อมกับหยิบปฏิทินโหรออกมาจากกระเป๋า

เปมิกานั่งมองผู้ใหญ่ทั้งสี่คนปรึกษาหารือกันเรื่องวันแต่งงานอย่างเหม่อลอย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกขายให้กับใครก็ไม่รู้ เธอไม่รู้ว่าชีวิตหลังแต่งงานของเธอจะเป็นอย่างไร เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่เธอไม่ได้รักไปตลอดชีวิตจริง ๆ หรือ

ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เมธัสที่นั่งเงียบมาตลอดก็หันมามองเปมิกาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาจ้องมองเธออย่างพิจารณา ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปในจิตใจของเธอ

“คุณเปมิกาคิดอย่างไรบ้างครับกับเรื่องนี้?” เมธัสถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนน่าขนลุก

เปมิกาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเมธัสถาม เธอไม่รู้จะตอบอะไรออกไป เธอไม่รู้ว่าเมธัสต้องการอะไรจากเธอ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

“เอ่อ…คือว่า…” เปมิกาอึกอัก ไม่รู้จะพูดอะไร

“ผมอยากรู้ความคิดเห็นของคุณจริง ๆ นะครับ คุณเปมิกา” เมธัสย้ำด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง

เปมิการู้สึกกดดันอย่างมาก เธอไม่รู้จะทำอย่างไร เธออยากจะหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์นี้ แต่เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางเลือก

ในที่สุด เปมิกาก็ตัดสินใจพูดออกไป “หนู…หนูยังไม่รู้ค่ะ”

“ยังไม่รู้?” เมธัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หมายความว่ายังไงครับ?”

“หมายความว่า…หนูยังไม่แน่ใจว่าหนูพร้อมสำหรับการแต่งงานครั้งนี้หรือเปล่าค่ะ” เปมิกาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของเมธัสก็เปลี่ยนไปทันที แววตาที่เคยเย็นชากลับกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว เขาจ้องมองเปมิกาด้วยสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ

“คุณเปมิกากำลังเล่นตลกอะไรอยู่ครับ?” เมธัสถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความข่มขู่

เปมิกาตัวสั่นเทา เธอไม่กล้าสบตาเมธัส เธอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ

บรรยากาศในห้องเงียบสงัด ทุกคนต่างจ้องมองมาที่เปมิกาและเมธัสด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าเปมิกาจะกล้าพูดออกมาเช่นนี้

“รุ่ง! นี่เธอพูดอะไรออกมา!” มารดาของเปมิกาตวาดเสียงดัง

“เปมิกา! อย่าทำให้พ่อขายหน้า!” บิดาของเปมิกาขู่เสียงต่ำ

แต่ถึงอย่างนั้น เปมิกาก็ไม่ยอมถอย เธอรู้ดีว่าถ้าเธอไม่พูดอะไรออกไปตอนนี้ เธอจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

“หนูขอโทษค่ะ แต่หนู…หนูไม่สามารถแต่งงานกับคุณเมธัสได้” เปมิกาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

สิ้นเสียงของเปมิกา เมธัสก็ลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด เขาเดินตรงมาหาเปมิกาด้วยท่าทางที่น่ากลัว

“คุณเปมิกา! คุณกล้าดียังไงถึงพูดแบบนี้!” เมธัสคำราม

เปมิกาถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ถูกเมธัสคว้าข้อมือไว้แน่น

“ปล่อยหนูนะ! คุณเมธัส!” เปมิการ้องเสียงหลง

“ผมจะไม่มีวันปล่อยคุณไป! คุณจะต้องแต่งงานกับผม! ไม่ว่ายังไงก็ตาม!” เมธัสขู่

ในขณะที่เปมิกากำลังถูกเมธัสข่มขู่ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางที่องอาจและสง่างาม

“ปล่อยเธอซะ!” ชายหนุ่มคนนั้นสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด

ทุกคนในห้องต่างหันไปมองชายหนุ่มคนนั้นด้วยความตกตะลึง เปมิกาเองก็เช่นกัน เธอไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้มาก่อน แต่เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างประหลาด

ชายหนุ่มคนนั้นเดินตรงมาหาเปมิกาและเมธัสด้วยท่าทางที่มุ่งมั่น เขาจ้องมองเมธัสด้วยสายตาที่แข็งกร้าว

“ผมบอกให้ปล่อยเธอซะ!” ชายหนุ่มคนนั้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น

เมธัสมองหน้าชายหนุ่มคนนั้นด้วยความไม่พอใจ “คุณเป็นใคร? นี่มันเรื่องอะไรของคุณ?”

ชายหนุ่มคนนั้นแสยะยิ้ม “ผมเหรอ? ผมเป็น…คู่หมั้นของเปมิกา!”

คำพูดของชายหนุ่มคนนั้นทำให้ทุกคนในห้องตกตะลึงอีกครั้ง เปมิกาเองก็อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอมีคู่หมั้น แล้วชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่? และเขาเข้ามาในชีวิตของเธอได้อย่างไร?

คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเปมิกา แต่เธอก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ เธอรู้แต่เพียงว่าชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

เรื่องราวความรักที่ถูกผูกมัดด้วยพันธะสัญญา กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว…