บาดแผลที่ไม่มีวันหาย
Chapter 1 — บาดแผลที่ไม่มีวันหาย
เสียงกรีดร้องโหยหวนของฉันดังแทรกเสียงเพลงบรรเลงแผ่วเบาภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา ฉันทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นพรมสีแดงสด มองร่างของพ่อที่นอนจมกองเลือด ดวงตาเบิกโพลงราวกับจะบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่จริง เขาจากไปแล้ว...ตลอดกาล
น้ำตาไหลอาบแก้ม ฉันพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ความเจ็บปวดมันเกินจะทนไหว วันที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุข วันที่พ่อจะได้เห็นฉันสวมชุดเจ้าสาว กลับกลายเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
“แก...แกฆ่าพ่อฉัน!” ฉันตะโกนก้อง ชี้หน้าไปยัง ‘เขา’ ผู้ชายที่ฉันเคยรักสุดหัวใจ วิศรุต ชายผู้ซึ่งในวันนี้กลายเป็นคนที่ฉันเกลียดที่สุด
วิศรุตยืนนิ่ง ดวงตาคมกริบฉายแววสับสน เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่ยืนมองฉันด้วยสายตาที่ฉันอ่านไม่ออก
“ตำรวจมาแล้วครับคุณวิศรุต” เสียงลูกน้องคนสนิทของเขาดังขึ้น วิศรุตหันไปมอง ก่อนจะหันกลับมามองฉันอีกครั้ง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเศร้าอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“ขอโทษ…” เขาพึมพำเสียงเบา ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ฉันจมอยู่กับความเสียใจและความโกรธแค้น
สามเดือนต่อมา
ฉัน ‘พรพิมล อัครเดช’ หญิงสาวที่เคยมีชีวิตสดใส กลับกลายเป็นคนที่จมอยู่กับความมืดมิด ความสูญเสียทำให้ฉันเปลี่ยนไป ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกต่อไป ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงตามหลอกหลอนฉันทุกค่ำคืน
ฉันลุกขึ้นยืน มองไปยังกระจกบานใหญ่ ภาพที่สะท้อนกลับมาคือผู้หญิงคนหนึ่งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ผมยาวสลวยถูกตัดสั้น ผิวขาวผ่องซีดเซียว ริมฝีปากบางเม้มแน่น
“วิศรุต...แกจะต้องชดใช้” ฉันพูดกับตัวเองเสียงเย็นชา ความโกรธแค้นกัดกินหัวใจของฉันจนแทบจะแหลกสลาย
ฉันตัดสินใจที่จะลุกขึ้นสู้ เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับพ่อ เพื่อแก้แค้นคนที่ฆ่าพ่อของฉัน ฉันรู้ว่ามันไม่ง่าย แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้ ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้วิศรุตได้รับกรรมที่เขาก่อ
ฉันเริ่มสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับวิศรุต เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ‘ไพรม์ เอสเตท’ ธุรกิจของเขาเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวสกปรก การคอร์รัปชัน การใช้ความรุนแรง และการทำธุรกิจผิดกฎหมาย
พ่อของฉัน ‘คุณอนันต์ อัครเดช’ เคยเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับวิศรุต พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยกัน แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง พ่อของฉันต้องการที่จะทำธุรกิจอย่างโปร่งใส แต่วิศรุตกลับต้องการที่จะใช้เส้นสายและวิธีการสกปรกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ความขัดแย้งนั้นนำไปสู่การแตกหัก พ่อของฉันตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากบริษัท และก่อตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง ‘อัคร เอสเตท’ ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไพรม์ เอสเตท
ฉันเชื่อว่าวิศรุตเป็นคนสั่งฆ่าพ่อของฉัน เขาต้องการที่จะกำจัดคู่แข่งทางธุรกิจ และต้องการที่จะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อของฉันรู้ความลับของวิศรุตมากเกินไป เขาจึงต้องถูกกำจัด
ฉันรู้ว่าการแก้แค้นวิศรุตไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลและมีเส้นสายมากมาย แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้ ฉันจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมี เพื่อทำลายเขาให้พังพินาศ
ฉันเริ่มวางแผนอย่างรอบคอบ ฉันต้องหาพันธมิตร หาคนที่สามารถช่วยฉันแก้แค้นได้ ฉันต้องเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง เรียนรู้ที่จะต่อสู้ และเรียนรู้ที่จะเอาชนะ
วันเวลาผ่านไป ฉันค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่แตกต่างจากเดิม ฉันเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ เรียนรู้การใช้อาวุธ เรียนรู้การวางแผน และเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์
ฉันเริ่มแทรกซึมเข้าไปในโลกของวิศรุต ฉันเข้าใกล้คนของเขา สร้างความสัมพันธ์ และเก็บรวบรวมข้อมูล ฉันต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เพราะถ้าวิศรุตรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตของฉันอาจจะตกอยู่ในอันตราย
ในที่สุด ฉันก็ได้พบกับ ‘เขา’ ชายคนหนึ่งที่สามารถช่วยฉันแก้แค้นได้ ชายคนนั้นคือ ‘รชานนท์’ อดีตหุ้นส่วนธุรกิจของวิศรุต ที่ถูกหักหลังและถูกใส่ร้ายจนต้องติดคุก รชานนท์มีความแค้นต่อวิศรุตไม่แพ้ฉัน และเขาก็ยินดีที่จะร่วมมือกับฉันเพื่อแก้แค้น
รชานนท์เป็นคนที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ เขาเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจ และเขาก็มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของวิศรุตเป็นอย่างดี เขาสามารถช่วยฉันวางแผนและดำเนินการแก้แค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“คุณต้องการอะไรจากผม?” รชานนท์ถามฉันด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฉันต้องการให้คุณช่วยฉันแก้แค้นวิศรุต” ฉันตอบอย่างหนักแน่น
“ทำไมผมต้องช่วยคุณ?”
“เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน เราต่างก็ต้องการที่จะทำลายวิศรุต”
รชานนท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ตกลง ผมจะช่วยคุณ แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้คืออะไร?” ฉันถามอย่างสงสัย
“ผมต้องการทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการให้วิศรุตสูญเสียทุกอย่างที่เขามี ทั้งธุรกิจ ชื่อเสียง และเสรีภาพ”
“ฉันตกลง” ฉันตอบอย่างไม่ลังเล
ฉันรู้ว่าการร่วมมือกับรชานนท์มีความเสี่ยง แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่น ฉันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้การแก้แค้นของฉันสำเร็จ
ฉันและรชานนท์เริ่มวางแผนอย่างละเอียด เราต้องหาหลักฐานที่สามารถเอาผิดวิศรุตได้ เราต้องเปิดโปงความชั่วร้ายของเขาให้ทุกคนได้รับรู้ และเราต้องทำให้เขาต้องชดใช้กรรมที่เขาก่อ
การแก้แค้นของฉันเริ่มต้นขึ้นแล้ว และฉันจะไม่หยุดจนกว่าวิศรุตจะพังพินาศ
หลายเดือนผ่านไป แผนการแก้แค้นของฉันและรชานนท์ดำเนินไปอย่างราบรื่น เราค่อยๆ บ่อนทำลายธุรกิจของวิศรุต เปิดโปงการทุจริต และสร้างความขัดแย้งภายในองค์กรของเขา
วิศรุตเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาพยายามที่จะสืบหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด แต่เขาก็ไม่สามารถหาคำตอบได้
ฉันและรชานนท์ยังคงทำงานอย่างหนัก เราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เพราะถ้าวิศรุตรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตของเราอาจจะตกอยู่ในอันตราย
ในขณะที่ฉันกำลังวางแผนที่จะจัดการขั้นต่อไป รชานนท์ก็เข้ามาเตือนฉันว่า “คุณพรพิมลครับ ผมว่าเราต้องระวังตัวให้มากขึ้น วิศรุตเริ่มสงสัยในตัวคุณแล้ว”
“ฉันรู้” ฉันตอบ “แต่ฉันจะไม่ยอมถอย ฉันมาไกลเกินกว่าจะกลับไปแล้ว”
รชานนท์มองหน้าฉันด้วยความเป็นห่วง “ผมเป็นห่วงคุณจริงๆ นะครับ วิศรุตเป็นคนอันตราย คุณอย่าประมาท”
“ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่” ฉันตอบ
รชานนท์ถอนหายใจ “ผมหวังว่าคุณจะรู้จริงๆ นะครับ”
หลังจากที่รชานนท์จากไป ฉันก็กลับมาคิดทบทวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น วิศรุตเริ่มสงสัยในตัวฉันแล้ว นั่นหมายความว่าฉันต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น และต้องเร่งแผนการแก้แค้นให้เร็วขึ้น
ฉันตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับวิศรุต ฉันต้องการที่จะเห็นสีหน้าของเขาเมื่อเขารู้ว่าคนที่กำลังทำลายเขาคือผู้หญิงที่เขาเคยรัก
ฉันนัดพบกับวิศรุตที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านอาหารที่เราเคยมาด้วยกันบ่อยๆ ในช่วงที่เรายังรักกัน
เมื่อวิศรุตมาถึง เขามองหน้าฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “มีอะไรหรือพรพิมล?” เขาถาม
“ฉันมีเรื่องที่จะต้องคุยกับคุณ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เรื่องอะไร?”
“เรื่องพ่อของฉัน”
สีหน้าของวิศรุตเปลี่ยนไปเล็กน้อย “พ่อของคุณ?” เขาถาม
“ใช่ พ่อของฉัน คุณรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของฉัน” ฉันตอบ
“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร” วิศรุตตอบ
“อย่าโกหกเลยวิศรุต ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนสั่งฆ่าพ่อของฉัน” ฉันพูดเสียงดัง
วิศรุตเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “คุณเข้าใจผิดแล้วพรพิมล ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น”
“โกหก! ฉันมีหลักฐาน” ฉันตะโกน
ทันใดนั้นเอง ชายชุดดำสองคนก็เดินเข้ามาล็อกตัวฉันไว้ ฉันพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของพวกเขาได้
“ปล่อยฉันนะ!” ฉันตะโกน
วิศรุตลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาใกล้ฉัน เขาจ้องหน้าฉันด้วยสายตาที่เย็นชา “คุณไม่ควรมายุ่งกับผม พรพิมล” เขาพูด
“แกมันปีศาจ!” ฉันตะโกนใส่หน้าเขา
วิศรุตยิ้มเยาะ “คุณจะพูดอะไรก็เชิญ แต่ผมขอบอกไว้เลยว่าคุณไม่มีทางเอาชนะผมได้”
จากนั้นวิศรุตก็สั่งให้ลูกน้องพาตัวฉันออกไป ฉันถูกพาตัวไปที่รถคันหนึ่ง และถูกพาไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
เมื่อรถจอดสนิท ฉันก็ถูกลากตัวลงจากรถ และถูกพาเข้าไปในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ภายในบ้านตกแต่งอย่างหรูหรา แต่บรรยากาศกลับวังเวงและน่ากลัว
ฉันถูกผลักเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง และประตูห้องก็ถูกปิดลง ฉันมองไปรอบๆ ห้อง พบว่าตัวเองถูกขังอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีทางออก
“แกต้องการอะไรจากฉัน วิศรุต!” ฉันตะโกนก้อง
แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
ทันใดนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ประตูห้อง ฉันหันไปมอง และเห็นเงาของคนๆ หนึ่งลอดผ่านเข้ามา
ประตูห้องเปิดออก และฉันก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่วิศรุต แต่เป็น...