เสียงกระซิบจากห้องเก็บศพ
Chapter 1 — เสียงกระซิบจากห้องเก็บศพ
กลิ่นฟอร์มาลีนฉุนกึกแทงทะลวงเข้าไปในโพรงจมูกของหมอผีหนุ่ม นามว่า “หมอเหมันต์” จนแสบไปหมด เขาขมวดคิ้วมุ่น พลางยกมือขึ้นป้องจมูก หรี่ตามองลอดผ่านความมืดสลัวเข้าไปในห้องเก็บศพเก่าแก่ของโรงพยาบาลร้างแห่งนี้
“ที่นี่แหละ อาจารย์บอกว่าวิญญาณร้ายสิงสถิตอยู่” เสียงของลูกศิษย์เอก นามว่า “ไอ้ทิน” สั่นเครืออยู่ข้างหลัง หมอเหมันต์หันไปมองเล็กน้อย เห็นใบหน้าซีดเผือดของมันก็อดขำไม่ได้ ไอ้ทินน่ะเก่งแต่ปาก พอเจอของจริงเข้าหน่อยก็เป็นเสียอย่างนี้ทุกที
“กลัวเหรอ?” หมอเหมันต์ถามพลางยกยิ้มมุมปาก
“เปล่านี่…ผมไม่ได้กลัวสักหน่อย” ไอ้ทินรีบปฏิเสธเสียงสูง แต่สายตาที่ลอกแลกไปมาก็ฟ้องว่ามันโกหก
“ถ้าไม่กลัวก็เข้าไปด้วยกัน” หมอเหมันต์ว่าพลางก้าวเท้าเข้าไปในห้องเก็บศพ ไอ้ทินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเดินตามหลังหมอเหมันต์เข้าไปอย่างเสียไม่ได้
ภายในห้องเก็บศพนั้นเย็นเยียบและอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่ถูกเก็บรักษาไว้ในโลงแก้วใสเรียงรายอยู่สองข้างทาง แสงไฟจากตะเกียงที่หมอเหมันต์ถือส่องสว่างไปตามทางเดินแคบๆ ทำให้เห็นรายละเอียดของศพเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน บางศพมีร่องรอยของการถูกผ่าตัด บางศพมีรอยไหม้เกรียม บางศพมีสีผิวที่เขียวคล้ำน่าสยดสยอง
หมอเหมันต์เดินสำรวจไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น เขาใช้ดวงตาที่สามของเขาเพ่งมองหาพลังงานบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ในห้องนี้ แต่ก็ยังไม่พบอะไรผิดปกติ
“อาจารย์บอกว่าวิญญาณร้ายจะปรากฏตัวในห้องเบอร์ 13 เท่านั้น” ไอ้ทินกระซิบกระซาบอยู่ข้างหู หมอเหมันต์พยักหน้า เขาเดินตรงไปยังห้องเบอร์ 13 ที่อยู่สุดทางเดิน
เมื่อมาถึงหน้าห้องเบอร์ 13 หมอเหมันต์ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง อากาศรอบๆ ตัวเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว ขนลุกชันไปทั้งตัว เขาเงี่ยหูฟัง เสียงกระซิบแว่วดังมาจากในห้อง ราวกับมีใครกำลังพูดอะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถจับใจความได้
“ได้ยินอะไรไหม?” หมอเหมันต์ถามไอ้ทิน
“ได้ยิน…เสียงอะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวจัง” ไอ้ทินตอบเสียงสั่น
หมอเหมันต์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดประตูห้องเบอร์ 13
ทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำให้หมอเหมันต์ถึงกับผงะ ศพในโลงแก้วลุกขึ้นยืนจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
โรงพยาบาลศรีธัญญาเก่าแก่ ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ห่างไกลจากตัวเมืองราวสิบกิโลเมตร ตัวอาคารสีเทาหม่นดูทรุดโทรมและถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ต้นไม้เลื้อยพันตามผนังและหลังคา ราวกับจะกลืนกินมันเข้าไปทั้งหลัง
หมอเหมันต์เดินวนรอบรถกระบะเก่าๆ ของตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาจากปากช้าๆ มองไปยังตัวอาคารโรงพยาบาลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ที่นี่แหละเหรออาจารย์?” ไอ้ทินถามขึ้นจากด้านหลัง หมอเหมันต์พยักหน้า
“อาจารย์กำชับนักกำชับหนาว่าห้ามประมาท วิญญาณที่สิงอยู่ในโรงพยาบาลนี้ร้ายกาจกว่าที่คิด” หมอเหมันต์ตอบ
“แล้วเราจะเข้าไปเลยไหมครับ?” ไอ้ทินถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือเล็กน้อย
“ยังก่อน…รอให้ฟ้ามืดสนิทก่อนค่อยเข้าไป” หมอเหมันต์ตอบพลางทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้ดับ
หมอเหมันต์เป็นหมอผีหนุ่มที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีญาณวิเศษสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ และเขามักจะได้รับเชิญให้ไปปราบผีหรือขับไล่วิญญาณร้ายต่างๆ อยู่เสมอ
แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป อาจารย์ของเขาซึ่งเป็นหมอผีที่มีอาวุโสสูงที่สุดในประเทศได้ขอร้องให้เขามาจัดการกับวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ในโรงพยาบาลศรีธัญญาแห่งนี้ อาจารย์บอกว่าวิญญาณร้ายตนนี้มีพลังอำนาจมากเกินกว่าที่ใครจะรับมือได้ และมันกำลังจะก่อให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่
หมอเหมันต์รู้ดีว่างานนี้ไม่ง่าย แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธคำขอร้องของอาจารย์ได้ เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่โรงพยาบาลศรีธัญญาพร้อมกับลูกศิษย์เอกของเขา
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ หมอเหมันต์และไอ้ทินก็เตรียมตัวพร้อมสำหรับเข้าไปในโรงพยาบาล หมอเหมันต์สวมเสื้อยันต์สีขาวที่ปักด้วยอักขระโบราณ ส่วนไอ้ทินก็ถือกระเป๋าที่บรรจุเครื่องรางของขลังต่างๆ
ก่อนที่จะเดินเข้าไปในโรงพยาบาล หมอเหมันต์ได้ทำพิธีขอขมาเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อขอให้คุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยจากอันตราย
จากนั้นเขาก็เปิดประตูรั้วเหล็กที่ขึ้นสนิมเขรอะแล้วเดินเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ แสงจันทร์สาดส่องลงมาทำให้เงาของต้นไม้และตัวอาคารดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
หมอเหมันต์เดินนำหน้าไอ้ทินเข้าไปในตัวอาคาร เขาใช้ไฟฉายส่องนำทางไปตามทางเดินที่มืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่นละออง
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นยาเก่าๆ โชยมาแตะจมูก ทำให้รู้สึกขนลุกขนพอง
“อาจารย์ครับ…ผมว่าที่นี่มันวังเวงชอบกล” ไอ้ทินกระซิบกระซาบอยู่ข้างหู
“อย่าเพิ่งใจเสีย…เรายังไม่ได้เจออะไรเลย” หมอเหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
พวกเขาเดินสำรวจไปตามห้องต่างๆ ภายในโรงพยาบาล ห้องพักผู้ป่วย ห้องตรวจ ห้องผ่าตัด ทุกห้องเต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกทิ้งร้างและร่องรอยของการถูกทำลาย
ในระหว่างที่เดินสำรวจอยู่นั้น หมอเหมันต์ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ มันเป็นพลังงานที่มืดมิดและเย็นเยียบ ราวกับความตาย
“ระวังตัวด้วย…ฉันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจับจ้องมองเราอยู่” หมอเหมันต์เตือนไอ้ทิน
ไอ้ทินพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก เขาคว้าเครื่องรางของขลังในกระเป๋าออกมาถือไว้แน่น
พวกเขาเดินต่อไปจนกระทั่งมาถึงห้องเก็บศพที่อยู่ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาล
ห้องเก็บศพแห่งนี้เป็นสถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโรงพยาบาล มันมืดมิดและเย็นเยียบกว่าห้องอื่นๆ กลิ่นฟอร์มาลีนและกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพคลุ้งไปทั่วบริเวณ
หมอเหมันต์เปิดไฟฉายส่องเข้าไปในห้อง เห็นโลงศพเรียงรายอยู่สองข้างทาง บางโลงมีศพอยู่ข้างใน บางโลงก็ว่างเปล่า
“อาจารย์ครับ…ผมว่าเราอย่าเข้าไปเลยดีกว่า” ไอ้ทินพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ไม่ได้…เราต้องเข้าไป” หมอเหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว
เขาเดินนำหน้าไอ้ทินเข้าไปในห้องเก็บศพ
ทันทีที่เข้าไปในห้องเก็บศพ หมอเหมันต์ก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใคร
“ใครน่ะ…ออกมาเดี๋ยวนี้!” หมอเหมันต์ตะโกนออกไป
แต่ไม่มีใครตอบ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมไปทั่วห้อง
หมอเหมันต์เดินสำรวจไปตามโลงศพต่างๆ เขาใช้ดวงตาที่สามของเขาเพ่งมองหาพลังงานบางอย่าง แต่ก็ยังไม่พบอะไร
“อาจารย์ครับ…ผมว่าเรากลับกันเถอะ” ไอ้ทินพูดด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว
“รอก่อน…ฉันยังไม่เจออะไรเลย” หมอเหมันต์ตอบ
ทันใดนั้นเอง ไฟฉายในมือของหมอเหมันต์ก็ดับลง
ความมืดมิดเข้าปกคลุมไปทั่วห้อง
“อาจารย์!” ไอ้ทินร้องเสียงหลง
หมอเหมันต์พยายามเปิดไฟฉาย แต่ก็ไม่ติด
“ใจเย็นๆ…ฉันจะจุดเทียน” หมอเหมันต์ตอบ
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบเทียนไขออกมาจุดไฟ
แสงเทียนส่องสว่างไปทั่วห้อง
หมอเหมันต์และไอ้ทินมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก
“มีอะไรหรือเปล่า?” หมอเหมันต์ถาม
“ผม…ผมเห็นอะไรบางอย่าง” ไอ้ทินตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“เห็นอะไร?” หมอเหมันต์ถาม
“ผมเห็น…เห็นศพในโลงลุกขึ้นมา!” ไอ้ทินตอบ
หมอเหมันต์หันไปมองตามที่ไอ้ทินบอก
เขาก็เห็นเช่นกัน
ศพในโลงแก้วลุกขึ้นยืนจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
พวกมันค่อยๆ ก้าวลงมาจากโลงแล้วเดินตรงมาที่หมอเหมันต์และไอ้ทิน
“หนี!” หมอเหมันต์ตะโกน
เขากับไอ้ทินหันหลังวิ่งหนีออกจากห้องเก็บศพ
พวกเขาวิ่งไปตามทางเดินที่มืดมิด โดยมีฝูงศพเดินตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด
หมอเหมันต์และไอ้ทินวิ่งหนีออกมาจากตัวอาคารโรงพยาบาลได้สำเร็จ
พวกเขาทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจอยู่หน้าประตูรั้วเหล็ก
“อาจารย์ครับ…เรา…เราจะทำยังไงดี?” ไอ้ทินถามด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว
หมอเหมันต์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า
“เราต้องกลับเข้าไป…เราต้องจัดการกับวิญญาณร้ายตนนั้นให้ได้”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงกระซิบแว่วดังมาจากด้านหลังของพวกเขา
“พวกแกหนีไม่พ้นหรอก…”
หมอเหมันต์และไอ้ทินหันหลังกลับไปมอง
สิ่งที่พวกเขาเห็นก็ทำให้เลือดในกายเย็นเยียบ
วิญญาณร้ายตนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
มันมีรูปร่างเป็นหญิงสาวผมยาว สวมชุดสีขาวเปรอะเปื้อนเลือด ดวงตาของมันแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“พวกแกจะต้องตาย!” วิญญาณร้ายตนนั้นคำราม