ฝ่ามือถล่มสวรรค์

Chapter 1 — ฝ่ามือถล่มสวรรค์

กลิ่นคาวเลือดคลุ้งในอากาศ ร่างของเด็กหนุ่มทรุดฮวบลงกับพื้นดินเย็นเยียบ มือข้างขวากุมแน่นที่หน้าอกซ้าย พลางไอออกมาเป็นเลือดสีดำข้น ดวงตาสีน้ำตาลแดงเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกไฟแผดเผาจากภายใน

“พิษ…พิษโลหิตจันทรา…” เสียงกระซิบแผ่วเบาแทบไม่ได้ยินลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก เขาจำได้ว่ามันคือพิษร้ายที่สามารถกัดกินพลังปราณของผู้ฝึกตนจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงซากศพที่ไร้วิญญาณ

เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่า ภูผา อายุสิบห้าปี เป็นศิษย์เอกของสำนักกระบี่เมฆา สำนักฝึกตนที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า แต่ในตอนนี้ เขาไม่ได้อยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น กลับต้องมาเผชิญหน้ากับความตายในป่าทมิฬ ป่าต้องห้ามที่เต็มไปด้วยอสูรร้ายและภยันตรายนานัปการ

เหตุการณ์เลวร้ายเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามวันก่อน อาจารย์ของเขา อาจารย์คงคา ได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้เขาเดินทางไปยังหมู่บ้านชายแดน เพื่อสืบข่าวการปรากฏตัวของ “คัมภีร์โลหิต” คัมภีร์ต้องห้ามที่ว่ากันว่าสามารถมอบพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้กับผู้ที่ครอบครอง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถนำมาซึ่งความหายนะ

ภูผาเดินทางออกจากสำนักด้วยความมุ่งมั่น เขาเป็นศิษย์ที่ได้รับการคาดหวังมากที่สุดคนหนึ่ง อาจารย์คงคามักจะกล่าวเสมอว่าเขาคือความหวังของสำนักกระบี่เมฆา แต่ใครจะรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย

ในระหว่างทางกลับสำนัก ภูผาถูกกลุ่มชายชุดดำลอบโจมตี พวกมันเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งและเชี่ยวชาญในการต่อสู้ แม้ว่าเขาจะพยายามต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่ด้วยจำนวนที่เสียเปรียบและพิษร้ายที่ถูกลอบวางยา ทำให้เขาต้องล่าถอยเข้ามาในป่าทมิฬ

“ข้า…ข้าต้องรอด…” ภูผากัดฟันกรอด เขาไม่สามารถตายที่นี่ได้ เขายังมีสิ่งที่ต้องทำ มีภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ เขาต้องกลับไปที่สำนักกระบี่เมฆา ต้องเตือนทุกคนเกี่ยวกับคัมภีร์โลหิตและภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง

ภูผาพยายามรวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่ เขาเคลื่อนร่างที่อ่อนแรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง พิงหลังเข้ากับลำต้นที่เย็นเฉียบ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง

“พลังปราณของข้า…มันกำลังถูกกัดกิน…” ภูผารู้สึกได้ว่าพิษโลหิตจันทรากำลังแพร่กระจายไปทั่วร่างของเขา พลังปราณที่เคยไหลเวียนอย่างอิสระบัดนี้กลับถูกกักขังและกัดกินอย่างช้าๆ ความหวังที่จะรอดชีวิตเริ่มริบหรี่ลงทุกที

ทันใดนั้นเอง สายตาของภูผาก็เหลือบไปเห็นแสงสีทองสว่างวาบที่พื้นดิน แสงนั้นส่องประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดของป่าทมิฬ ราวกับเป็นสัญญาณแห่งความหวัง

ภูผาพยายามคลานเข้าไปใกล้แสงสีทองนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ เขาก็พบว่ามันคือเหรียญทองแดงเก่าๆ เหรียญหนึ่ง ที่มีลวดลายประหลาดสลักอยู่ ลวดลายนั้นดูคล้ายกับมังกรที่กำลังเลื้อยพันรอบต้นไม้

“เหรียญ…เหรียญอะไรกัน?” ภูผาพึมพำ เขาไม่เคยเห็นเหรียญแบบนี้มาก่อน แต่เขารู้สึกว่ามันมีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมา พลังงานที่อบอุ่นและคุ้นเคย

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภูผาจึงเอื้อมมือไปหยิบเหรียญทองแดงนั้นขึ้นมา ทันทีที่สัมผัสกับเหรียญ ความเจ็บปวดที่แผดเผาเขาก็ทวีความรุนแรงขึ้นราวกับมีเข็มแหลมนับพันทิ่มแทงไปทั่วร่าง

“อ๊าก!” ภูผากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามปล่อยเหรียญ แต่ก็พบว่ามันติดแน่นอยู่กับฝ่ามือของเขา ราวกับถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน

แสงสีทองจากเหรียญเริ่มส่องสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ มันแผ่ขยายออกไปทั่วร่างของภูผา ปกคลุมเขาไว้ด้วยแสงสีทองอร่าม ในขณะเดียวกัน ลวดลายมังกรบนเหรียญก็เริ่มเคลื่อนไหว ราวกับมีชีวิต

“เกิดอะไรขึ้น…?” ภูผาพึมพำด้วยความตกตะลึง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่เขารู้สึกว่าพลังงานบางอย่างกำลังไหลเวียนเข้ามาในร่างของเขา พลังงานที่แข็งแกร่งและลึกลับ

ทันใดนั้นเอง ลวดลายมังกรบนเหรียญก็พุ่งออกมาจากเหรียญ กลายเป็นมังกรทองตัวเล็กๆ ที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ มันบินวนรอบตัวของภูผา ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปในร่างของเขา

“อ๊าก!” ภูผากรีดร้องอีกครั้ง ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะทนไม่ไหว เขารู้สึกราวกับว่ามีมังกรตัวเป็นๆ กำลังแหวกว่ายอยู่ในร่างของเขา กัดกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า

ภูผาสลบหมดสติไป ทิ้งไว้เพียงร่างที่ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทองอร่าม และเหรียญทองแดงที่หลอมรวมเข้ากับฝ่ามือของเขา

เมื่อภูผาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองยังคงอยู่ในป่าทมิฬ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่เคยกัดกินเขาได้หายไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเขากลับเต็มไปด้วยพลังงานที่แข็งแกร่งและสดชื่น

“นี่มัน…เกิดอะไรขึ้นกับข้า?” ภูผาพึมพำ เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าร่างกายของเขาเบาหวิว ราวกับไม่มีน้ำหนัก เขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว

สายตาของภูผาเหลือบไปเห็นฝ่ามือขวาของเขา เขาสังเกตเห็นว่ามีรอยไหม้เป็นรูปมังกรปรากฏอยู่บนฝ่ามือของเขา รอยไหม้นั้นมีสีทองอร่ามและส่องประกายเจิดจ้า

“รอยไหม้…รูปมังกร?” ภูผาพึมพำ เขาไม่เข้าใจว่ารอยไหม้นี้มาจากไหน แต่เขารู้สึกว่ามันมีความเชื่อมโยงกับเหรียญทองแดงและมังกรทองที่พุ่งเข้าไปในร่างของเขา

ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นในหัวของภูผา “เจ้า…คือผู้ที่ถูกเลือก…”

ภูผาสะดุ้งโหยง เขาหันซ้ายหันขวา แต่ก็ไม่พบใคร เขาพยายามตั้งสติและถามออกไป “ใคร…ใครกำลังพูด?”

“ข้า…คือจิตวิญญาณแห่งมังกรทอง…” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา “ข้าได้เลือกเจ้า…ให้เป็นผู้สืบทอดพลังของข้า…”

ภูผาตกตะลึง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้ เขาไม่รู้ว่าควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เขาก็รู้สึกว่าเสียงนั้นไม่ได้โกหกเขา

“ผู้สืบทอด…พลังของท่าน?” ภูผาถามด้วยความสงสัย “หมายความว่าอย่างไร?”

“หมายความว่า…เจ้าคือผู้ที่จะต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่…” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา “เจ้าจะต้องปกป้องโลกใบนี้…จากความมืดมิดที่กำลังจะมาถึง…”

“ความมืดมิด…?” ภูผาถามด้วยความงุนงง “ท่านกำลังพูดถึงอะไร?”

“คัมภีร์โลหิต…คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง…” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา “มันจะปลดปล่อยพลังอำนาจอันชั่วร้าย…ที่จะนำมาซึ่งความหายนะ…”

ภูผาเบิกตากว้าง เขาจำได้ว่าอาจารย์ของเขาได้มอบหมายภารกิจให้เขาไปสืบข่าวเกี่ยวกับคัมภีร์โลหิต นั่นหมายความว่าสิ่งที่อาจารย์ของเขากังวลนั้นเป็นเรื่องจริง

“ข้า…ข้าจะทำอย่างไร?” ภูผาถามด้วยความกังวล “ข้าจะสามารถปกป้องโลกใบนี้ได้อย่างไร?”

“เจ้าจะต้องฝึกฝน…และควบคุมพลังของมังกรทอง…” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา “เจ้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น…เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับความมืดมิด…”

“ฝึกฝน…?” ภูผาถามด้วยความสงสัย “ข้าจะฝึกฝนได้อย่างไร? ข้าถูกพิษโลหิตจันทราเล่นงาน…”

“พิษโลหิตจันทรา…ได้ถูกขจัดออกไปแล้ว…” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา “พลังของมังกรทอง…ได้ชำระล้างทุกสิ่ง…”

ภูผาตกตะลึง เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เขารู้สึกทั้งดีใจและกังวล ดีใจที่เขารอดชีวิตมาได้ และกังวลเกี่ยวกับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่เขาต้องแบกรับ

“จงจำไว้…ภูผา…” เสียงทุ้มต่ำกล่าวทิ้งท้าย “เจ้าคือความหวัง…แห่งโลกใบนี้…”

เสียงทุ้มต่ำเงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความมืดมิด ภูผายืนอยู่คนเดียวในป่าทมิฬ มือขวาของเขายังคงมีรอยไหม้เป็นรูปมังกรส่องประกายเจิดจ้า

ภูผารู้ว่าชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาถูกลิขิตให้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอันยิ่งใหญ่ เขาจะต้องฝึกฝนและควบคุมพลังของมังกรทอง เพื่อที่จะปกป้องโลกใบนี้จากความมืดมิด

แต่ก่อนอื่น…เขาต้องออกจากป่าทมิฬแห่งนี้ไปให้ได้เสียก่อน

ขณะที่ภูผากำลังจะก้าวเท้าออกจากที่ซ่อน เสียงคำรามต่ำก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา เสียงนั้นดุดันและน่าสะพรึงกลัว มันทำให้ขนของเขาลุกชัน

ภูผาหันหลังกลับไป สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาแทบหยุดหายใจ อสูรตนหนึ่ง รูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดใหญ่โตราวกับช้าง ยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าของเขา ดวงตาสีแดงฉานของมันจ้องมองมาที่เขาด้วยความกระหายเลือด

อสูรตนนั้นคำรามอีกครั้ง ก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่ภูผาด้วยความเร็วสูง ภูผายกมือขึ้นป้องกันตัว แต่ก็สายเกินไป กรงเล็บแหลมคมของอสูรข่วนเข้าที่แขนของเขาอย่างจัง

“อ๊าก!” ภูผากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ เขารู้ว่าเขาไม่สามารถต่อสู้กับอสูรตนนี้ได้ เขายังอ่อนแอเกินไป

ภูผาตัดสินใจวิ่งหนี เขาหันหลังกลับและวิ่งอย่างสุดกำลัง เขาไม่รู้ว่าเขาจะสามารถหนีพ้นจากอสูรตนนี้ได้หรือไม่ แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น

ขณะที่ภูผากำลังวิ่งหนี เขาได้ยินเสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันทำให้เขารู้ว่าอสูรกำลังไล่ตามเขามาอย่างกระชั้นชิด

ทันใดนั้นเอง ภูผาก็สะดุดล้มลงกับพื้น เขาพยายามลุกขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้ ขาของเขาเจ็บปวดราวกับถูกบิดเป็นเกลียว

ภูผาหันหลังกลับไป เขามองเห็นอสูรตนนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของเขา ดวงตาสีแดงฉานของมันจ้องมองมาที่เขาด้วยความพึงพอใจ

“จบแล้ว…” ภูผาพึมพำ เขาหลับตาลง รอคอยความตายที่จะมาถึง

แต่แล้ว…สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นก็ทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่ง

ก่อนที่อสูรจะได้ทันทำอะไร ภูผาก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างของเขา พลังงานนั้นแข็งแกร่งและร้อนแรง มันผลักอสูรออกไปอย่างแรง

ภูผาลืมตาขึ้น เขามองเห็นแสงสีทองส่องประกายออกมาจากร่างของเขา แสงนั้นสว่างจ้าจนแสบตา

จากนั้น…ภูผาก็รู้สึกราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปในร่างของเขา เขารู้สึกถึงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ พลังอำนาจที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

และในที่สุด…เขาก็เข้าใจ

พลังของมังกรทอง…ได้ตื่นขึ้นแล้ว