ลิขิตรักข้ามตระกูล
Chapter 1 — ลิขิตรักข้ามตระกูล
เสียงโทรศัพท์ดังแสบแก้วหูปลุกขวัญฤดีให้ตื่นจากห้วงนิทราอันแสนหวาน ขวัญฤดีขยี้ตาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะควานหาโทรศัพท์ที่ซุกอยู่ใต้หมอนอย่างทุลักทุเล นิ้วเรียวปัดหน้าจอเพื่อรับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“มีอะไรแต่เช้าเลยแม่” ขวัญฤดีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“นี่มันสายมากแล้วนะลูก จะสิบโมงแล้วยังไม่ตื่นอีก” เสียงมารดาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงตำหนิ “วันนี้มีนัดสำคัญนะ อย่าลืมล่ะ”
“นัดอะไร” ขวัญฤดีถามอย่างงงงวย เธอจำไม่ได้ว่าวันนี้มีนัดอะไรสำคัญ
“นัดดูตัวไงลูก” มารดาตอบกลับมาเสียงดังฟังชัด ทำให้ขวัญฤดีถึงกับเบิกตากว้าง
“อะไรนะ! ดูตัว!” ขวัญฤดีอุทานออกมาด้วยความตกใจ “แม่คะ หนูบอกแม่แล้วไงว่าหนูไม่แต่งงาน หนูยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้”
“ไม่ได้นะลูก เรื่องนี้มันเลยจุดที่จะมาปฏิเสธแล้ว คุณท่านทั้งสองตกลงกันไว้แล้ว ยังไงลูกก็ต้องไป” มารดายืนกรานเสียงแข็ง “รีบตื่นแล้วไปเตรียมตัวซะ อย่าให้ท่านต้องรอ”
ขวัญฤดีวางสายด้วยมือที่สั่นเทา หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธ เสียใจ และสิ้นหวัง เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของเธอจะต้องมาลงเอยด้วยการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรัก
ขวัญฤดี หรือชื่อเล่นว่า รุ่ง วัย 25 ปี เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของ อานนท์ อัครเดชา เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ และ อรัญญา อัครเดชา อดีตนางงามชื่อดัง รุ่งเติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวยเพียบพร้อม แต่เธอกลับไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริง เพราะพ่อและแม่ของเธอมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจและหน้าตาในสังคมมากกว่าความรู้สึกของลูกสาว
รุ่งมีความฝันอยากจะเป็นดีไซเนอร์ แต่พ่อของเธอกลับต้องการให้เธอแต่งงานกับนักธุรกิจหนุ่มที่มีฐานะร่ำรวย เพื่อที่จะได้เกื้อหนุนธุรกิจของครอบครัว รุ่งเคยพยายามที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เพราะพ่อของเธอเป็นคนที่มีอำนาจและไม่เคยยอมฟังความคิดเห็นของใคร
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต น้ำตาของรุ่งก็ไหลอาบแก้ม เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดที่ถูกพ่อแม่ชักใยให้ทำตามความต้องการของพวกเขา รุ่งลุกขึ้นจากเตียงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เธอรู้ดีว่าวันนี้เธอจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร และเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมทำตาม
บ้านอัครเดชา ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่หลายสิบไร่ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ตัวบ้านเป็นสไตล์โมเดิร์นที่ผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างลงตัว ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาแพง และประดับประดาด้วยภาพเขียนและงานศิลปะชื่อดังมากมาย บ่งบอกถึงรสนิยมและฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าของบ้าน
รุ่งเดินลงบันไดมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เธอเห็นพ่อและแม่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก พ่อของเธออยู่ในชุดสูทสีเทาเข้ม ส่วนแม่ของเธออยู่ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อน ทั้งสองคนดูสง่างามและภูมิฐานสมกับเป็นนักธุรกิจและอดีตนางงาม
“มาแล้วเหรอลูก” แม่ของเธอเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความคาดหวัง “รีบไปแต่งตัวสิลูก เดี๋ยวจะไม่ทัน”
รุ่งพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปยังห้องแต่งตัว เธอเปิดตู้เสื้อผ้าและมองไปยังชุดเดรสสวยหรูมากมายที่แขวนเรียงรายอยู่ แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกว่างเปล่า เธอไม่รู้ว่าจะแต่งตัวไปเพื่ออะไร ในเมื่อเธอไม่ได้ต้องการที่จะแต่งงานกับใครทั้งนั้น
สุดท้าย รุ่งก็เลือกชุดเดรสสีขาวเรียบๆ ที่ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากมาย เธอแต่งหน้าอ่อนๆ และปล่อยผมยาวสลวยให้เป็นธรรมชาติ เธอไม่อยากที่จะดูโดดเด่นหรือสวยงามเกินไป เพราะเธอไม่อยากที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก
เมื่อแต่งตัวเสร็จ รุ่งก็เดินกลับไปยังห้องรับแขก พ่อและแม่ของเธอต่างก็มองเธอด้วยสายตาชื่นชม แต่รุ่งกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสินค้าที่กำลังถูกนำไปประมูล
“สวยมากจ้ะลูก” แม่ของเธอเอ่ยชม “วันนี้ต้องทำให้คุณศุภกรประทับใจนะ”
“ค่ะแม่” รุ่งตอบกลับไปเสียงแผ่วเบา
“ไปกันเถอะ” พ่อของเธอลุกขึ้นยืน แล้วเดินนำไปยังรถยนต์หรูที่จอดรออยู่หน้าบ้าน
รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากบ้านอัครเดชา มุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูใจกลางเมือง รุ่งนั่งอยู่ในรถด้วยความรู้สึกประหม่า เธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร และเธอจะสามารถทำตามความต้องการของพ่อแม่ได้หรือไม่
ศุภกร หรือ ศุภกรพล วรโชติ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์คู่แข่งของอานนท์ เขาเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ และชาติตระกูล ศุภกรเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วประเทศ แต่เขากลับไม่เคยสนใจใคร เพราะเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
ศุภกรต้องการที่จะขยายธุรกิจของเขาให้เติบโตยิ่งขึ้น และวิธีหนึ่งที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ก็คือการแต่งงานกับขวัญฤดี ลูกสาวของอานนท์ ศุภกรรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้จะทำให้เขาได้รับผลประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านธุรกิจและการเมือง
ศุภกรนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เขาไม่ชอบการรอคอย และเขาก็ไม่ชอบการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่เขาก็รู้ดีว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าเขาต้องการที่จะก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด เขาจะต้องทำทุกวิถีทาง แม้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยความสุขส่วนตัวก็ตาม
เมื่อเห็นรถยนต์ของอานนท์แล่นเข้ามาจอดหน้าโรงแรม ศุภกรก็ลุกขึ้นยืน และปรับสีหน้าให้ดูเป็นมิตร เขาเดินเข้าไปต้อนรับอานนท์และครอบครัวด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีครับคุณอานนท์ คุณอรัญญา” ศุภกรเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ยินดีที่ได้พบครับ”
“เช่นกันครับคุณศุภกร” อานนท์ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “นี่คือลูกสาวของผม ขวัญฤดี”
ศุภกรหันไปมองขวัญฤดีด้วยสายตาพิจารณา เขาต้องยอมรับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก แต่ความสวยของเธอกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลย เขามองเธอเหมือนกับมองสินค้าชิ้นหนึ่งที่เขากำลังจะได้รับมา
“สวัสดีค่ะคุณศุภกร” ขวัญฤดีเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“สวัสดีครับคุณขวัญฤดี” ศุภกรตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่จริงใจ “เชิญนั่งครับ”
ทั้งสี่คนนั่งลงที่โต๊ะอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี ศุภกรและอานนท์เริ่มพูดคุยกันเรื่องธุรกิจและการเมือง ส่วนอรัญญาและขวัญฤดีนั่งฟังอย่างเงียบๆ
รุ่งรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ เธอไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกขายให้กับผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก รุ่งแอบมองศุภกรเป็นระยะๆ เธอพยายามที่จะหาข้อดีของเขา แต่ก็ไม่พบอะไรเลย ศุภกรเป็นผู้ชายที่ดูเย็นชาและเย่อหยิ่ง เขาไม่เคยแสดงความรู้สึกอะไรออกมาเลย
หลังจากที่พูดคุยกันได้สักพัก ศุภกรก็หันมาพูดกับรุ่งด้วยรอยยิ้ม
“คุณขวัญฤดีชอบทานอะไรครับ” ศุภกรเอ่ยถาม
“อะไรก็ได้ค่ะ” รุ่งตอบกลับไปเสียงแผ่วเบา
“งั้นผมสั่งอาหารให้แล้วกันนะครับ” ศุภกรกล่าว แล้วเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร
ระหว่างที่รออาหาร รุ่งและศุภกรต่างก็นั่งเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา รุ่งรู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลง เธออยากจะลุกขึ้นหนีไปจากตรงนี้ แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอทำไม่ได้
ในที่สุด อาหารก็มาเสิร์ฟ ศุภกรและรุ่งเริ่มทานอาหารกันอย่างเงียบๆ ศุภกรพยายามที่จะชวนรุ่งคุย แต่รุ่งก็ตอบกลับด้วยคำพูดสั้นๆ และไม่แสดงความสนใจอะไร
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ ศุภกรก็ขอตัวไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก อานนท์และอรัญญาจึงปล่อยให้รุ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง
รุ่งถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เธอรู้สึกเหมือนได้หายใจเป็นครั้งแรกหลังจากที่ต้องทนอยู่ในบรรยากาศอึดอัดมานาน รุ่งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วกดโทรออกหาเพื่อนสนิทของเธอ
“แกอยู่ไหน” รุ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ฉันอยู่ที่บ้าน ทำไมเหรอ” ปลายสายตอบกลับมาด้วยความเป็นห่วง
“ฉันอยากเจอแก” รุ่งกล่าว “ฉันอยากระบายให้แกฟัง”
“โอเค เดี๋ยวฉันรีบไปหา” ปลายสายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
รุ่งวางสายด้วยความรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอ รุ่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นศุภกรยืนคุยโทรศัพท์อยู่ริมสระว่ายน้ำ ศุภกรดูเคร่งเครียดและจริงจังกับการคุยโทรศัพท์มาก รุ่งสงสัยว่าเขากำลังคุยกับใคร และเรื่องอะไร
เมื่อศุภกรคุยโทรศัพท์เสร็จ เขาก็เดินกลับเข้ามาในโรงแรม รุ่งรีบเก็บโทรศัพท์มือถือแล้วทำเป็นมองไปทางอื่น เธอไม่อยากให้ศุภกรรู้ว่าเธอกำลังคุยโทรศัพท์อยู่
ศุภกรเดินกลับมาที่โต๊ะอาหาร แล้วนั่งลงตรงข้ามกับรุ่ง เขาจ้องมองรุ่งด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“คุณขวัญฤดีมีอะไรจะถามผมไหมครับ” ศุภกรเอ่ยถาม
รุ่งส่ายหน้าเบาๆ เธอไม่รู้ว่าจะถามอะไร เธอไม่สนใจว่าศุภกรเป็นใคร หรือทำอะไร เธอรู้แค่ว่าเธอไม่อยากแต่งงานกับเขา
“ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัวก่อนนะครับ” ศุภกรกล่าว “ผมมีธุระต้องไปทำต่อ”
“ค่ะ” รุ่งตอบกลับไปเสียงแผ่วเบา
ศุภกรลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากโต๊ะอาหารไป รุ่งมองตามหลังเขาไปด้วยความรู้สึกสับสน เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกอย่างไร เธอควรจะดีใจที่ศุภกรไม่ได้สนใจเธอ หรือเธอควรจะเสียใจที่เธอไม่ได้เป็นที่ต้องการของเขา
อานนท์และอรัญญาเดินกลับมาที่โต๊ะอาหาร พวกเขามองหน้ารุ่งด้วยความคาดหวัง
“เป็นยังไงบ้างลูก” อรัญญาเอ่ยถาม “คุณศุภกรเป็นคนยังไง”
“ก็ดีค่ะ” รุ่งตอบกลับไปเสียงเรียบ
“แล้วลูกชอบเขามั้ย” อานนท์ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
รุ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
“หนูไม่แต่งงานกับเขาค่ะ”