รอยแผลจากสวรรค์
Chapter 1 — รอยแผลจากสวรรค์
เสียงกรีดร้องแหบแห้งของเด็กชายดังสะท้อนก้องไปทั่วลานประหาร เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นดินที่แตกระแหงและร่างของทหารยามที่ยืนรายล้อมอยู่โดยรอบ แสงตะวันยามเที่ยงวันแผดจ้าลงมา ราวกับจะซ้ำเติมความทุกข์ทรมานของเขาให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
“ปล่อยข้า! พวกท่านไม่มีสิทธิ์!” เด็กชายตะโกนสุดเสียง พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของทหารร่างกำยำสองคนที่จับตรึงแขนของเขาเอาไว้แน่น แต่ไร้ผล
“หุบปากเสียเถิด เจ้าเด็กสารเลว! วันนี้เป็นวันที่เจ้าต้องชดใช้กรรมที่ก่อไว้!” ทหารนายหนึ่งตวาดกลับ ใบหน้าถมึงทึง
เด็กชายเงยหน้าขึ้น มองไปยังแท่นประหารที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ที่ซึ่งเพชฌฆาตในชุดคลุมสีดำกำลังยืนรอเขาอยู่พร้อมด้วยดาบเล่มใหญ่ในมือ แววตาของเพชฌฆาตเย็นเยียบไร้ความปราณี
เด็กชายมีนามว่า พายุ (Payu) เขาอายุเพียงสิบสองปี แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับความตายอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ พายุไม่ใช่เด็กธรรมดา เขาคือทายาทสายตรงของตระกูลวายุภัค ตระกูลนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยปกป้องอาณาจักรศิลามาอย่างยาวนาน แต่บัดนี้ ตระกูลวายุภัคกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ และพายุคือผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายของตระกูล
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด! ท่านพ่อของข้าต่างหากที่ถูกใส่ร้าย!” พายุตะโกนอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้ม “พวกท่านต่างหากที่เป็นกบฏ!”
ทหารนายนั้นหัวเราะเยาะ “เจ้ายังไม่สำนึกผิดอีกหรือ? หลักฐานทั้งหมดบ่งชี้ว่าตระกูลของเจ้าทรยศต่ออาณาจักร! เจ้าจงไปชดใช้กรรมในปรโลกเสียเถิด!”
ทหารผลักพายุไปยังแท่นประหาร เพชฌฆาตยกดาบขึ้นสูง แสงดาบวาววับสะท้อนแสงตะวัน พายุหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน เขาไม่กลัวความตาย แต่เขาเสียใจที่ต้องตายไปโดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตระกูล
ทันใดนั้นเอง…
“หยุด!” เสียงหนึ่งดังขึ้นก้องฟ้า เสียงนั้นทรงพลังและกังวาน ราวกับมาจากสวรรค์เบื้องบน ทุกคนในลานประหารต่างหยุดชะงัก หันไปมองตามทิศทางของเสียง
ร่างของชายผู้หนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ เขาสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสยาย ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตร ดวงตาสีทองเปล่งประกายเจิดจ้า
“ข้าคือ อัสนี (Asanee) ผู้ฝึกตนแห่งสำนักสวรรค์พิสุทธิ์” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “การประหารครั้งนี้ต้องยุติ”
“ท่านอัสนี!” ทหารนายนั้นอุทานด้วยความตกใจ “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
อัสนีไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่กวาดสายตามองไปยังพายุที่ยืนอยู่บนแท่นประหาร แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจ
“เด็กคนนี้ไม่ได้มีความผิด” อัสนีกล่าว “ข้าจะนำตัวเขากลับไปยังสำนักสวรรค์พิสุทธิ์”
“ไม่ได้! ท่านไม่มีสิทธิ์!” ทหารนายนั้นโต้แย้ง “เด็กคนนี้คือกบฏ! เขาต้องถูกลงโทษ!”
“ข้าบอกว่าเขาไม่ได้มีความผิด” อัสนีกล่าวเสียงหนักแน่น “หากพวกเจ้าขัดขวาง ข้าจะถือว่าพวกเจ้าเป็นกบฏเสียเอง”
ทหารนายนั้นหน้าซีดเผือด เขาไม่กล้าขัดคำสั่งของอัสนี ผู้ฝึกตนแห่งสำนักสวรรค์พิสุทธิ์คือบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก แม้แต่จักรพรรดิยังต้องให้ความเคารพ
อัสนียื่นมือไปข้างหน้า พายุรู้สึกราวกับมีพลังงานบางอย่างดึงดูดร่างของเขาให้ลอยขึ้นไปในอากาศ เขาลอยขึ้นไปหาอัสนีอย่างช้าๆ
“ไม่ต้องกลัว” อัสนีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทุกอย่างจะเรียบร้อย”
อัสนีพาพายุเหาะขึ้นไปบนฟ้า ทิ้งให้ลานประหารและผู้คนที่ยืนอยู่เบื้องล่างค่อยๆ เล็กลงไปเรื่อยๆ พายุหันหลังกลับไปมองอาณาจักรศิลาเป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณอัสนีที่ช่วยชีวิตเขาไว้
สำนักสวรรค์พิสุทธิ์ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในอาณาจักรศิลา ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมาเพื่อขอพรและการชี้นำ ที่นี่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนที่ทรงพลัง ผู้ที่สามารถควบคุมพลังปราณและใช้มันเพื่อบรรลุความเป็นอมตะ
อัสนีพาพายุมายังห้องโถงใหญ่ของสำนักสวรรค์พิสุทธิ์ ที่นี่เป็นสถานที่ที่โอ่อ่าและสง่างาม ผนังและเสาต่างๆ ทำจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ พื้นปูด้วยกระเบื้องเคลือบสีทองอร่าม บนเพดานมีภาพวาดของเทพเจ้าและสิ่งมีชีวิตในตำนาน
ในห้องโถงใหญ่ มีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ เขาคือ เจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์ ชายชรามีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่ดวงตากลับเปล่งประกายด้วยความเฉลียวฉลาดและเมตตา
“ท่านอาจารย์” อัสนีกล่าวพร้อมกับคุกเข่าลง “ข้าได้นำเด็กชายพายุมาพบท่านแล้ว”
เจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์พยักหน้า เขาจ้องมองไปยังพายุด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง
“เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ในการฝึกตน” เจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์กล่าว “ข้าจะรับเขาเป็นศิษย์”
พายุรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะได้เป็นศิษย์ของเจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์
“ขอบคุณท่านอาจารย์” พายุกล่าวพร้อมกับคุกเข่าลง
เจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์ยิ้ม “เจ้าจงลุกขึ้นเถิด พายุ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์ของสำนักสวรรค์พิสุทธิ์ เจ้าจะต้องฝึกฝนอย่างหนักและนำชื่อเสียงมาสู่สำนักของเรา”
พายุพยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น”
เจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์หันไปมองอัสนี “อัสนี เจ้าจงพาพายุไปที่เรือนพักและดูแลเขาให้ดี”
“ขอรับ ท่านอาจารย์” อัสนีตอบรับ
อัสนีพาพายุไปยังเรือนพักซึ่งเป็นกระท่อมไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่สวยงาม
“ที่นี่คือที่พักของเจ้า” อัสนีกล่าว “เจ้าสามารถพักผ่อนและทำความคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ได้ตามสบาย หากเจ้าต้องการสิ่งใด จงบอกข้าได้เลย”
พายุพยักหน้า “ขอบคุณท่านมาก”
อัสนีจากไป พายุเดินเข้าไปในกระท่อม เขาสำรวจห้องต่างๆ อย่างละเอียด กระท่อมหลังนี้เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน มีเตียงนอน โต๊ะ เก้าอี้ และตู้เสื้อผ้า
พายุทิ้งตัวลงบนเตียง เขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เขาไม่รู้ว่าทำไมเจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์ถึงรับเขาเป็นศิษย์ แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณที่ได้รับโอกาสครั้งที่สองในชีวิต
พายุหลับตาลง เขาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ความคิดต่างๆ ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา เขาคิดถึงพ่อแม่ของเขา คิดถึงตระกูลวายุภัค และคิดถึงความอยุติธรรมที่พวกเขาได้รับ
พายุลืมตาขึ้น เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เขาจะต้องฝึกฝนอย่างหนักและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตระกูลวายุภัคให้จงได้
พายุลุกขึ้นจากเตียง เขาเดินไปยังหน้าต่างและมองออกไปยังทิวทัศน์ที่สวยงามเบื้องหน้า ภูเขาสูงตระหง่าน ป่าไม้เขียวขจี และท้องฟ้าสีคราม
“ข้าจะไม่ยอมแพ้” พายุกระซิบกับตัวเอง “ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นและแก้แค้นให้ตระกูลของข้าให้จงได้”
พายุเริ่มฝึกฝนตามคำแนะนำของอัสนี เขาฝึกฝนการควบคุมพลังปราณ การทำสมาธิ และการฝึกร่างกาย เขาฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือลมจะพัดแรงเพียงใด
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปี สองปี สามปี พายุเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งร่างกายและจิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาได้เรียนรู้เคล็ดวิชามากมายจากอัสนีและเจ้าสำนักสวรรค์พิสุทธิ์ เขากลายเป็นผู้ฝึกตนที่ทรงพลังคนหนึ่ง
แต่ถึงกระนั้น พายุก็ยังไม่ลืมความแค้นที่อยู่ในใจ เขาใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการสืบหาความจริงเกี่ยวกับการล่มสลายของตระกูลวายุภัค เขาต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด
วันหนึ่ง พายุได้พบกับชายลึกลับคนหนึ่ง ชายคนนั้นสวมชุดคลุมสีดำและมีใบหน้าที่ถูกปิดบังไว้ ชายคนนั้นบอกกับพายุว่าเขารู้ความจริงเกี่ยวกับการล่มสลายของตระกูลวายุภัค
“ข้าจะบอกความจริงแก่เจ้า” ชายลึกลับกล่าว “แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร”
“ข้าสัญญา” พายุตอบ
ชายลึกลับกระซิบกระซาบบอกความจริงแก่พายุ พายุฟังอย่างตั้งใจ เมื่อชายลึกลับพูดจบ พายุถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น
“เป็นไปไม่ได้!” พายุอุทาน “มันเป็นไปไม่ได้!”
“เป็นไปได้” ชายลึกลับกล่าว “ความจริงมักจะเจ็บปวดเสมอ”
ชายลึกลับจากไป พายุยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขาไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยินได้ เขาไม่สามารถเชื่อได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลวายุภัคคือคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด
ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจของพายุ เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องแก้แค้นให้จงได้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
พายุลุกขึ้นยืน เขาเดินไปยังดาบที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาหยิบดาบขึ้นมาและชักมันออกจากฝัก แสงดาบวาววับสะท้อนแสงจันทร์
“ข้าจะฆ่าพวกมันทั้งหมด” พายุกระซิบ “ข้าจะทำให้พวกมันต้องชดใช้กรรมที่ก่อไว้”
ทันใดนั้นเอง… ดาบในมือของพายุก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง จากนั้นก็เกิดรอยร้าวขึ้นบนใบดาบ รอยร้าวค่อยๆ ลุกลามไปทั่วทั้งเล่ม ก่อนที่ดาบจะแตกสลายกลายเป็นผุยผง
พายุตกตะลึง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับดาบของเขา แต่เขารู้ว่ามันเป็นลางร้าย
และในขณะนั้นเอง… พายุก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่กลางหลังของเขา ราวกับมีใครเอามีดแทงทะลุหลังของเขา ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนทำให้เขาล้มลงกับพื้น
พายุพยายามหันหลังกลับไปมอง แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ ร่างกายของเขาขยับไม่ได้เลย
แต่ถึงกระนั้น พายุก็ยังพอที่จะมองเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขาได้
“เจ้า…” พายุพยายามเปล่งเสียง แต่เสียงของเขากลับแหบแห้งและเบาหวิว
เงาตะคุ่มๆ นั้นหัวเราะเยาะ “ใช่แล้ว ข้าเอง”
จากนั้นเงาตะคุ่มๆ นั้นก็ยกดาบขึ้นสูง และแทงลงมาที่กลางหลังของพายุอีกครั้ง คราวนี้พายุไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว เขารู้สึกเพียงแค่ความว่างเปล่า
สติของพายุค่อยๆ ดับวูบลง เขารู้ว่าความตายกำลังมาเยือน
แต่ก่อนที่สติของเขาจะดับลงอย่างสมบูรณ์ พายุก็ได้ยินเสียงกระซิบข้างหูของเขา
“ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความจริง”
จากนั้นทุกอย่างก็มืดมิด…