ขี้เถ้าจากวันวาน
Chapter 1 — ขี้เถ้าจากวันวาน
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังเสียดแทงแก้วหู กลบเสียงเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ที่ดังมาจากเครื่องเสียงราคาแพง ภายในห้องบอลรูมอันโอ่อ่า แสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลขนาดมหึมาส่องกระทบชุดราตรีสีแดงสดของฉัน ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ
“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้!” เสียงของฉันสั่นเครือ แทบไม่เป็นภาษา เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ภาพที่สามีกำลังกอดจูบกับผู้หญิงอื่นอย่างดูดดื่ม ราวกับโลกนี้มีเพียงแค่เขาสองคน
งานเลี้ยงฉลองครบรอบ 5 ปีของการแต่งงานของเรา จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะตระกูลอัครสกุล ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ฉัน วริศรา ภรรยาที่ทุกคนอิจฉา ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลศิริวัฒน์ ผู้กุมบังเหียนธุรกิจโรงแรมห้าดาวทั่วประเทศ กำลังยืนตัวสั่นเทา น้ำตาไหลอาบแก้ม มองดูภาพบาดตาบาดใจ ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า
เมื่อสามปีก่อน ฉัน วริศรา คือหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง ทั้งความสวย ความรวย และความรักที่แสนหวานจาก ภาสกร ชายหนุ่มที่ฉันคิดว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยไปจนแก่เฒ่า แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่ออุบัติเหตุทางรถยนต์พรากเอาความทรงจำช่วงสำคัญในชีวิตของฉันไป
ฉันจำอะไรไม่ได้เลย เกี่ยวกับความรักที่เคยมีให้ภาสกร จำไม่ได้ว่าทำไมถึงตัดสินใจแต่งงานกับเขา จำไม่ได้ว่าเคยมีความสุขมากแค่ไหนเมื่ออยู่ข้างกายเขา ความว่างเปล่าในความทรงจำกัดกินหัวใจของฉันทุกวัน ทำให้ฉันกลายเป็นคนเย็นชา ไร้ความรู้สึก และห่างเหินจากสามีมากขึ้นเรื่อยๆ
“คุณวริศรา คุณไม่เป็นอะไรนะคะ?” เสียงเลขาคนสนิทดังขึ้นข้างหู ฉันปาดน้ำตาออกลวกๆ พยายามรวบรวมสติ
“ฉันไม่เป็นอะไร พาฉันออกไปจากที่นี่” ฉันตอบเสียงเรียบ เดินโซเซออกจากห้องบอลรูม ทิ้งความอื้ออึงและความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง
ภายในรถ ฉันนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพแสงสีของเมืองหลวงที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับชีวิตของฉันที่กำลังหลุดลอยออกไป ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ควรจะให้อภัย หรือควรจะจบทุกอย่างลงตรงนี้
“คุณผู้หญิงคะ เราจะไปที่ไหนดีคะ?” เลขาถามขึ้นเมื่อรถเคลื่อนออกจากโรงแรมมาได้สักพัก
“ไปที่บ้านพักริมทะเล” ฉันตอบเสียงแผ่วเบา บ้านพักที่หัวหิน ที่ซึ่งฉันเคยมีความสุขที่สุด ที่ซึ่งความทรงจำของฉันยังคงอยู่
บ้านพักริมทะเลหลังเล็ก ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและความทรงจำ ฉันเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมของบ้าน ราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป
ภาพถ่ายเก่าๆ ที่ติดอยู่บนผนัง ทำให้ฉันหยุดชะงัก ภาพของฉันและภาสกรในวัยหนุ่มสาว ยิ้มให้กันอย่างมีความสุข ฉันเอื้อมมือไปสัมผัสภาพเหล่านั้น ความรู้สึกบางอย่างแล่นริ้วเข้ามาในหัวใจ ความรู้สึกที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความรู้สึกที่เหมือนกับความคิดถึง ความรัก และความเสียใจ
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนพื้น ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับความทรงจำของฉัน แต่ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทนเห็นภาพสามีกอดจูบกับผู้หญิงอื่นได้อีกต่อไป
รุ่งเช้า ฉันตัดสินใจโทรศัพท์หาภาสกร
“เราหย่ากันเถอะ” ฉันพูดออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว น้ำเสียงหนักแน่นจนตัวเองยังตกใจ
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำของภาสกรจะดังขึ้น
“คุณพูดจริงเหรอ?”
“ใช่ ฉันพูดจริง” ฉันตอบกลับไปทันที
“คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังทำอะไรลงไป?” ภาสกรถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันรู้ดี” ฉันตอบ ฉันรู้ว่าการหย่าร้างจะทำให้ตระกูลของเราทั้งสองต้องสั่นคลอน แต่ฉันก็ไม่สามารถทนอยู่กับผู้ชายที่ไม่ซื่อสัตย์ได้อีกต่อไป
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณ” ภาสกรพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะตัดสายทิ้ง
ฉันมองโทรศัพท์ในมืออย่างว่างเปล่า ความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ความโดดเดี่ยวและความเสียใจกัดกินหัวใจของฉันอีกครั้ง
สามวันต่อมา ทนายความของทั้งสองฝ่ายได้นัดเจอกันที่สำนักงานกฎหมาย เพื่อดำเนินการเรื่องหย่าร้าง ฉันและภาสกรนั่งอยู่ตรงข้ามกัน สายตาของเราสบกันเพียงแวบเดียว ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนี
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทนายความอ่านข้อตกลงการหย่าให้เราฟังทีละข้อ ฉันฟังอย่างตั้งใจ แต่ในใจกลับว่างเปล่า
“คุณวริศรา คุณตกลงตามข้อตกลงนี้หรือไม่?” ทนายความถามขึ้นเมื่ออ่านข้อตกลงจบ
ฉันเงยหน้าขึ้นมองภาสกรอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าและความผิดหวัง ฉันหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกๆ
“ฉันตกลง” ฉันตอบเสียงเบา
เมื่อเซ็นเอกสารการหย่าเสร็จสิ้น ฉันก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ฉันเป็นอิสระแล้ว ฉันสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกเหมือนสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป บางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมาก
หลังจากหย่าร้าง ฉันตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างประเทศ ฉันอยากจะใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา และค้นหาความหมายของชีวิต
ฉันเดินทางไปหลายประเทศ ได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างขึ้น
แต่ไม่ว่าฉันจะเดินทางไปที่ไหน ฉันก็ไม่สามารถลืมภาสกรได้เลย ภาพของเขายังคงติดตรึงอยู่ในใจของฉันเสมอ
ฉันเริ่มคิดถึงเขา คิดถึงรอยยิ้มของเขา คิดถึงเสียงหัวเราะของเขา คิดถึงสัมผัสของเขา
ฉันเริ่มสงสัยว่าฉันตัดสินใจถูกแล้วหรือไม่ ที่หย่ากับเขา ฉันเริ่มสงสัยว่าฉันยังรักเขาอยู่หรือไม่
หลังจากเดินทางไปต่างประเทศได้เกือบหนึ่งปี ฉันก็ตัดสินใจกลับเมืองไทย ฉันอยากจะกลับไปเผชิญหน้ากับอดีต กลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด และกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ฉันได้ข่าวว่าภาสกรกำลังจะแต่งงานใหม่ ข่าวนี้ทำให้หัวใจของฉันแทบแตกสลาย
ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ควรจะแสดงความยินดีกับเขา หรือควรจะทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งเขาไว้
ในคืนวันแต่งงานของภาสกร ฉันตัดสินใจไปร่วมงาน ฉันอยากจะเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้าย อยากจะบอกลาเขาด้วยตัวเอง
ฉันยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองดูภาสกรเดินเข้ามาในพิธี พร้อมกับเจ้าสาวแสนสวยของเขา หัวใจของฉันเจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหว
เมื่อพิธีกรประกาศให้บ่าวสาวจูบกัน ฉันก็หันหลังเดินออกมาจากงาน ฉันไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจเหล่านั้นอีกต่อไป
ฉันเดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย น้ำตาไหลอาบแก้ม ฉันรู้สึกเหมือนชีวิตของฉันไม่มีความหมายอีกต่อไป
ในขณะที่ฉันกำลังจะข้ามถนน ก็มีรถคันหนึ่งพุ่งเข้ามาชนฉันอย่างจัง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนฉันไม่ทันได้ตั้งตัว
สติของฉันดับวูบไป พร้อมกับความเจ็บปวดที่แสนสาหัส
เมื่อฉันรู้สึกตัวอีกครั้ง ฉันก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ร่างกายของฉันเต็มไปด้วยผ้าพันแผล
“คุณฟื้นแล้วเหรอคะ?” พยาบาลคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ที่นี่ที่ไหน?” ฉันถามเสียงแผ่วเบา
“คุณอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ คุณถูกรถชนเมื่อคืน” พยาบาลตอบ
ฉันพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย
“คุณอย่าเพิ่งลุกเลยนะคะ คุณยังไม่หายดี” พยาบาลห้าม
“ฉันอยากกลับบ้าน” ฉันบอก
“เดี๋ยวหมอจะมาตรวจคุณก่อนนะคะ ถ้าหมออนุญาต คุณก็กลับบ้านได้ค่ะ” พยาบาลตอบ
หลังจากที่หมอตรวจอาการของฉันแล้ว เขาก็อนุญาตให้ฉันกลับบ้านได้ แต่เขาบอกว่าฉันต้องพักผ่อนให้มากๆ และต้องทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างเปลี่ยนไป ฉันไม่รู้สึกเหมือนบ้านหลังนี้เป็นบ้านของฉันอีกต่อไป
ฉันเดินสำรวจทุกห้อง ทุกซอกทุกมุมของบ้าน ราวกับคนแปลกหน้า
ในขณะที่ฉันกำลังเดินขึ้นบันได ก็มีเสียงเรียกชื่อฉันดังขึ้น
“วริศรา…”
ฉันหันไปตามเสียงเรียก ก็พบว่าภาสกรกำลังยืนอยู่ตรงหน้าฉัน
ดวงตาของเขาแดงก่ำ ราวกับคนร้องไห้มาอย่างหนัก
“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ผม…” ภาสกรพูดไม่ออก
“คุณมาทำไม?” ฉันถามซ้ำ
“ผม…” ภาสกรยังคงพูดไม่ออก
“ออกไปจากบ้านของฉัน” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ผมขอโทษ” ภาสกรพูดออกมาในที่สุด
“ขอโทษเรื่องอะไร?” ฉันถาม
“ผมขอโทษทุกอย่าง” ภาสกรตอบ
“ทุกอย่าง?” ฉันถามซ้ำ
“ใช่ ทุกอย่าง” ภาสกรตอบ
“คุณขอโทษที่นอกใจฉัน ขอโทษที่ทิ้งฉันไปแต่งงานกับคนอื่น หรือขอโทษที่ทำให้ฉันต้องเจ็บปวด?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ผม…” ภาสกรพูดไม่ออกอีกครั้ง
“คุณไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ออกไปจากบ้านของฉัน” ฉันบอก
“ผมจะไม่ไป” ภาสกรตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
“คุณว่าอะไรนะ?” ฉันถามด้วยความตกใจ
“ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมจะอยู่ที่นี่ ผมจะอยู่ดูแลคุณ ผมจะชดใช้ทุกอย่างที่คุณต้องเจอ” ภาสกรตอบ
“คุณ…” ฉันพูดไม่ออก
“ผมรู้ว่าผมทำผิดกับคุณไว้มาก ผมรู้ว่าผมไม่สมควรได้รับโอกาสจากคุณอีกแล้ว แต่ผมขอร้อง ให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะนะ” ภาสกรอ้อนวอน
ฉันมองเข้าไปในดวงตาของภาสกร ฉันเห็นความจริงใจ ความเสียใจ และความรักที่ยังคงมีอยู่
หัวใจของฉันเริ่มอ่อนลง ฉันเริ่มลังเล
ฉันควรจะให้โอกาสเขาอีกครั้งหรือไม่ ฉันควรจะเชื่อใจเขาอีกครั้งหรือไม่
ในขณะที่ฉันกำลังตัดสินใจ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย
“ใครโทรมา?” ภาสกรถาม
“ไม่รู้” ฉันตอบ
“รับสิ” ภาสกรบอก
ฉันกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ” ฉันพูด
“สวัสดีค่ะ คุณวริศราใช่ไหมคะ?” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
“ใช่ค่ะ ดิฉันเอง” ฉันตอบ
“ดิฉันชื่อ อรัญญา เป็นภรรยาของภาสกรค่ะ”
ฉันชะงักไป ดวงตาเบิกกว้าง มองหน้าภาสกรอย่างไม่เชื่อสายตา
“คุณว่าอะไรนะ?” ฉันถามเสียงสั่น
“ดิฉันบอกว่าดิฉันชื่อ อรัญญา เป็นภรรยาของภาสกรค่ะ” เสียงผู้หญิงคนนั้นตอบซ้ำ
โทรศัพท์ร่วงหลุดจากมือของฉัน
ภาสกรไม่ใช่สามีเก่าที่สำนึกผิด... แต่เขามี "ภรรยา" อีกคน?