เงาเพลิงใต้ผืนทราย
Chapter 1 — เงาเพลิงใต้ผืนทราย
เสียงกรีดร้องแหวกผ่านความเงียบสงัดของทะเลทรายสีโลหิต ก่อนที่ร่างของชายคนหนึ่งจะถูกโยนลงมาจากยอดพีระมิดทรายสูงตระหง่าน ร่างนั้นกระแทกพื้นด้วยเสียงดังสนั่น ราวกับตุ๊กตาที่ถูกทอดทิ้ง
“ไอ้พวกเดนมนุษย์!” เสียงแหบพร่าของชายที่ถูกทิ้งดังขึ้น เขาพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ขาข้างหนึ่งบิดเบี้ยวผิดรูปไปแล้ว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ความโกรธแค้นกลับรุนแรงยิ่งกว่า
ชายผู้นั้นมีนามว่า ราตรี (Ratree) นักล่าอสูรแห่งทะเลทรายอีสาน เขาเป็นที่รู้จักในนาม “เงาเพลิง” เพราะความสามารถในการควบคุมไฟทมิฬ ซึ่งเป็นพลังที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเขา แต่ในวันนี้ เงาเพลิงกลับถูกดับมอดลงด้วยน้ำมือของคนที่เขาเคยเรียกว่าสหาย
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน ราตรีได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการปรากฏตัวของอสูรร้ายตนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในซากปรักหักพังของเมืองโบราณใต้ทะเลทราย อสูรร้ายตนนั้นมีนามว่า “พญาเงามรณะ” ว่ากันว่ามันสามารถควบคุมเงาและความมืดได้ตามใจปรารถนา และมันกำลังวางแผนที่จะปลดปล่อยกองทัพอสูรออกมาเพื่อยึดครองโลก
ราตรีและสหายร่วมสาบานอีกสามคน คือ ทิวา (Tiwa) ผู้เชี่ยวชาญการใช้ธนูศักดิ์สิทธิ์, แสงดาว (Saengdao) นักเวทย์ผู้ควบคุมพลังแห่งดวงดาว และ วายุ (Wayu) นักรบผู้แข็งแกร่ง พวกเขาร่วมกันออกเดินทางเพื่อกำจัดพญาเงามรณะและปกป้องโลกจากภัยพิบัติ
การเดินทางเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับพายุทราย, สัตว์ร้ายกลายพันธุ์ และกับดักโบราณ แต่ด้วยความสามัคคีและความสามารถของแต่ละคน พวกเขาสามารถเอาชนะทุกอย่างไปได้
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงซากปรักหักพังของเมืองโบราณ สถานที่ที่พญาเงามรณะซ่อนตัวอยู่ เมืองนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดและเงียบสงัด ราวกับเป็นเมืองร้างที่ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของโลก
พวกเขาค่อยๆ เดินสำรวจเมืองอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาถึงห้องโถงใหญ่ใจกลางเมือง ที่นั่น พวกเขาได้พบกับพญาเงามรณะ อสูรร้ายตนนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ร่างกายกลับถูกปกคลุมไปด้วยเงาสีดำมืด ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงฉาน ราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง
การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ราตรีใช้ไฟทมิฬเข้าโจมตีพญาเงามรณะ ทิวายิงธนูศักดิ์สิทธิ์ แสงดาวร่ายเวทย์แห่งดวงดาว และวายุกวัดแกว่งดาบเข้าฟาดฟัน แต่พญาเงามรณะแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิด มันสามารถควบคุมเงาและความมืดเพื่อป้องกันการโจมตีและสร้างภาพลวงตา ทำให้พวกเขาสับสนและหลงทาง
ในระหว่างการต่อสู้ ทิวาถูกเงาของพญาเงามรณะโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส แสงดาวพยายามจะร่ายเวทย์รักษา แต่ก็ถูกพญาเงามรณะขัดขวาง วายุโกรธจัด เขาพุ่งเข้าใส่พญาเงามรณะด้วยความเร็ว แต่ก็ถูกมันจับตัวไว้ได้
“พวกเจ้าช่างโง่เขลา ที่คิดจะต่อกรกับข้า” พญาเงามรณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นถึงพลังที่แท้จริงของความมืด”
พญาเงามรณะปล่อยพลังออกมา ทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แสงดาวและวายุกระเด็นไปคนละทิศละทาง ราตรีพยายามจะเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกพญาเงามรณะจับตัวไว้เช่นกัน
“ราตรี เจ้าเป็นนักล่าอสูรที่แข็งแกร่ง แต่เจ้าก็ยังอ่อนแอเกินไป” พญาเงามรณะกล่าว “ข้าจะมอบโอกาสให้เจ้าเข้าร่วมกับข้า แล้วเราจะร่วมกันสร้างโลกใหม่ที่ปกครองด้วยความมืด”
ราตรีปฏิเสธข้อเสนอของพญาเงามรณะ เขาพยายามจะปลดปล่อยตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ พญาเงามรณะหัวเราะเยาะ แล้วใช้พลังควบคุมจิตใจของราตรี
“ข้าจะเปลี่ยนเจ้าให้กลายเป็นเครื่องมือของข้า” พญาเงามรณะกล่าว “แล้วเจ้าจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของความมืด”
ราตรีพยายามต่อต้านพลังของพญาเงามรณะ แต่ก็ไม่สำเร็จ จิตใจของเขาเริ่มสับสนและมืดมัว เขาเห็นภาพหลอนต่างๆ นานา ภาพของคนที่เขารัก ภาพของโลกที่ถูกทำลาย และภาพของตัวเองที่กลายเป็นอสูรร้าย
ในที่สุด ราตรีก็หมดสติไป เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในร่างของอสูรร้าย เขาจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับอดีตของเขา เขาเป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่ถูกควบคุมโดยพญาเงามรณะ
พญาเงามรณะใช้ราตรีเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง เขาบังคับให้ราตรีฆ่าผู้คนและทำลายเมืองต่างๆ ราตรีไม่มีทางเลือกอื่น เขาต้องทำตามคำสั่งของพญาเงามรณะอย่างจำใจ
แต่ในส่วนลึกของจิตใจ ราตรียังคงมีความทรงจำเกี่ยวกับอดีตของเขาอยู่ เขาจำได้ว่าเขาเคยเป็นนักล่าอสูรผู้กล้าหาญ เขาจำได้ว่าเขามีเพื่อนที่รักและห่วงใยเขา เขาจำได้ว่าเขาเคยมีเป้าหมายที่จะปกป้องโลก
ความทรงจำเหล่านั้นเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่ยังคงส่องประกายอยู่ในความมืดมิดของจิตใจ ราตรีพยายามที่จะควบคุมตัวเอง พยายามที่จะต่อต้านพลังของพญาเงามรณะ แต่ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก
ในที่สุด ราตรีก็สามารถควบคุมตัวเองได้เล็กน้อย เขาสามารถขัดขืนคำสั่งของพญาเงามรณะได้บ้าง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส
ราตรีตัดสินใจที่จะหนีจากพญาเงามรณะ เขาต้องการที่จะหาทางปลดปล่อยตัวเองจากพลังของมัน และกลับไปเป็นนักล่าอสูรที่เขาเคยเป็น
แต่พญาเงามรณะไม่ยอมปล่อยให้ราตรีหนีไปง่ายๆ มันส่งสมุนของมันออกตามล่าราตรี และให้รางวัลอย่างงามแก่ผู้ที่สามารถจับตัวราตรีกลับมาได้
ราตรีต้องหลบหนีและต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูมากมาย ทั้งอสูรร้ายและมนุษย์ที่ต้องการเงินรางวัล เขาต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อเอาชีวิตรอดและค้นหาความหวัง
ในที่สุด ราตรีก็มาถึงทะเลทรายสีโลหิต สถานที่ที่เขาถูกทิ้งลงมาจากยอดพีระมิดทราย เขาบาดเจ็บสาหัสและอ่อนแรง แต่เขายังไม่ยอมแพ้ เขารู้ว่าเขายังมีสิ่งที่ต้องทำ เขาต้องปลดปล่อยตัวเองจากพลังของพญาเงามรณะ และกลับไปเป็นนักล่าอสูรที่เขาเคยเป็น
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าชนะ” ราตรีพึมพำกับตัวเอง “ข้าจะกลับมาแก้แค้น”
ราตรีพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่ขาของเขากลับทรุดลง เขาหมดสติไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความมืดมิด
เมื่อราตรีตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในกระโจมของชนเผ่าเร่ร่อนเผ่าหนึ่ง พวกเขาดูแลและรักษาเขาจนหายดี
หัวหน้าเผ่าเร่ร่อนเป็นหญิงชราผู้มีนามว่า ย่าโม (Ya Mo) นางเป็นผู้มีญาณวิเศษ สามารถมองเห็นอดีตและอนาคตได้
“เจ้าคือนักล่าอสูรที่ถูกพญาเงามรณะทรยศ” ย่าโมกล่าว “ข้ารู้เรื่องราวของเจ้า”
ราตรีตกใจมาก เขาไม่รู้ว่าย่าโมรู้เรื่องราวของเขาได้อย่างไร
“ข้าเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง” ย่าโมกล่าว “ข้าเห็นอดีตของเจ้า อนาคตของเจ้า และความหวังของเจ้า”
“ความหวัง?” ราตรีถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ความหวัง” ย่าโมกล่าว “เจ้ายังมีความหวังที่จะปลดปล่อยตัวเองจากพลังของพญาเงามรณะ และกลับไปเป็นนักล่าอสูรที่เจ้าเคยเป็น”
“แต่ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร” ราตรีกล่าว “ข้าอ่อนแอเกินกว่าจะต่อกรกับมัน”
“เจ้าไม่ได้อ่อนแอ” ย่าโมกล่าว “เจ้ามีความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเจ้า เจ้าเพียงแต่ต้องค้นหามันให้เจอ”
ย่าโมบอกราตรีว่ามีวิธีที่จะปลดปล่อยตัวเองจากพลังของพญาเงามรณะ แต่วิธีนั้นอันตรายและยากลำบากมาก
“เจ้าต้องเดินทางไปยังหุบเขาแห่งความตาย” ย่าโมกล่าว “ที่นั่น เจ้าจะได้พบกับดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำลายพลังของพญาเงามรณะได้”
“หุบเขาแห่งความตาย?” ราตรีถามด้วยความตกใจ “มันเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในโลก ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้”
“ข้ารู้” ย่าโมกล่าว “แต่มันเป็นทางเดียวที่เจ้าจะสามารถปลดปล่อยตัวเองได้ เจ้าต้องตัดสินใจเองว่าจะเลือกทางไหน”
ราตรีใช้เวลาคิดทบทวนอยู่นาน ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังหุบเขาแห่งความตาย เขาไม่มีทางเลือกอื่น เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากพลังของพญาเงามรณะ และกลับไปเป็นนักล่าอสูรที่เขาเคยเป็น
“ข้าจะไป” ราตรีกล่าวด้วยความแน่วแน่ “ข้าจะเดินทางไปยังหุบเขาแห่งความตาย”
ย่าโมพยักหน้าด้วยความพอใจ นางมอบแผนที่และอุปกรณ์บางอย่างให้ราตรี พร้อมทั้งเตือนให้เขาระมัดระวังตัว
“หุบเขาแห่งความตายเต็มไปด้วยอันตราย” ย่าโมกล่าว “เจ้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าไว้ใจใคร และอย่าประมาท”
ราตรีรับคำเตือนของย่าโม แล้วออกเดินทางไปยังหุบเขาแห่งความตาย เขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
ในขณะเดียวกัน ที่ปราสาทของพญาเงามรณะ ทิวา แสงดาว และวายุ ถูกขังอยู่ในห้องขังมืดมิด พวกเขาได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้
“เราต้องหาทางหนีออกไปจากที่นี่” ทิวากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“แต่เราจะทำได้อย่างไร?” แสงดาวถาม “เราถูกขังอยู่ในห้องขังนี้มานานแล้ว เราไม่มีทางออก”
“เราต้องมีความหวัง” วายุก ล่าว “ราตรีจะต้องกลับมาช่วยเรา”
ทันใดนั้น ประตูห้องขังก็เปิดออก ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องขัง ชายคนนั้นสวมชุดเกราะสีดำ และมีดาบยาวคาดอยู่ที่เอว
“สวัสดี สหายทั้งหลาย” ชายคนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้ามาช่วยพวกเจ้าแล้ว”
ทิวา แสงดาว และวายุ มองหน้ากันด้วยความสงสัย พวกเขาไม่รู้จักชายคนนี้ แต่พวกเขาก็รู้สึกถึงพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
“เจ้าเป็นใคร?” ทิวาถาม
“ข้าคือคนที่สามารถช่วยพวกเจ้าได้” ชายคนนั้นตอบ “แต่ก่อนอื่น ข้าอยากจะถามพวกเจ้าว่า พวกเจ้าพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นพญาเงามรณะหรือไม่?”
ทิวา แสงดาว และวายุ มองหน้ากันอีกครั้ง แล้วพยักหน้าพร้อมกัน
“เราพร้อม” ทิวากล่าว “เราพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นพญาเงามรณะ”
“ดีมาก” ชายคนนั้นกล่าว “เพราะข้าก็เช่นกัน”
ชายคนนั้นยื่นมือออกมา แล้วกล่าวว่า “ข้ามีนามว่า มรณะ (Marana) และข้าจะช่วยพวกเจ้าแก้แค้น”
แต่สิ่งที่ทิวา แสงดาว และวายุไม่รู้ก็คือ มรณะไม่ได้มาเพื่อช่วยพวกเขาอย่างแท้จริง เขามีแผนการที่ซ่อนเร้น และแผนการนั้นอาจจะนำมาซึ่งความหายนะยิ่งกว่าเดิม…