รอยยิ้มร้ายใต้เงาจันทร์

Chapter 1 — รอยยิ้มร้ายใต้เงาจันทร์

เสียงโทรศัพท์ดังกรีดร้องท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทำงานยามค่ำคืน ปลุกให้สุพิชฌาย์ลุกจากภวังค์ความคิด เธอละสายตาจากร่างสัญญาที่กองสุมอยู่บนโต๊ะทำงาน มองไปยังหน้าจอที่ปรากฏชื่อ ‘คุณหญิง’ ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

“มีอะไรอีกคะคุณหญิง?” สุพิชฌาย์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้แสดงออกมากเกินไป

“มาดานี่ถามอะไรแปลกๆ ก็เรื่องแต่งงานของลูกชายฉันไง!” เสียงแว้ดๆ ของคุณหญิงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ “เธอเตรียมงานไปถึงไหนแล้ว? อย่าลืมนะว่างานนี้สำคัญกับวงศ์ตระกูลของเรามาก”

สุพิชฌาย์กลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย “ดิฉันทราบค่ะคุณหญิง ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้”

“ดีมาก ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะมาดา” คุณหญิงพูดทิ้งท้ายก่อนจะตัดสายไป สุพิชฌาย์ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ด้วยความอ่อนล้า เธอเกลียดงานแต่งงานนี้ เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมัน

สุพิชฌาย์ทำงานเป็นเวดดิ้งแพลนเนอร์อันดับต้นๆ ของประเทศ เธอสร้างชื่อเสียงจากการจัดงานแต่งงานหรูหราอลังการให้กับเหล่าไฮโซ เซเลบริตี้ ดารา นักธุรกิจชื่อดังมากมาย แต่ไม่มีงานไหนที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและขมขื่นเท่ากับงานแต่งงานของรวินทร์ ลูกชายคนเดียวของตระกูลอัครเดชบดินทร์

รวินทร์… แค่ได้ยินชื่อนี้ สุพิชฌาย์ก็รู้สึกเหมือนมีก้อนน้ำแข็งมาจุกอยู่ที่อก เขาคือศัตรูตัวฉกาจของเธอ คู่แข่งทางธุรกิจที่คอยขัดขวางและเหยียดหยามเธอมาโดยตลอด พวกเขาพบกันครั้งแรกในงานประมูลการกุศล รวินทร์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ชอบเธอ เขาดูถูกความสามารถของเธอ และพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะเธอในการประมูลครั้งนั้น

นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็กลายเป็นคู่แข่งกันอย่างเต็มตัว ทั้งสองบริษัทต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงลูกค้าและโครงการใหญ่ๆ สุพิชฌาย์ไม่เคยยอมแพ้รวินทร์ เธอทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น รวินทร์ก็ยังคงตามรังควานเธอไม่เลิก เขาคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเธออยู่เสมอ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

และตอนนี้ เธอกลับต้องมาเป็นคนจัดงานแต่งงานให้กับเขา… ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันสิ้นดี สุพิชฌาย์กำมือแน่น ความโกรธแล่นพล่านไปทั่วร่าง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคุณหญิงถึงเลือกเธอมาเป็นเวดดิ้งแพลนเนอร์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอและรวินทร์ไม่ถูกกันอย่างรุนแรง หรือว่านี่คือแผนการของคุณหญิงที่จะทรมานเธอ?

สุพิชฌาย์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมสติอารมณ์ เธอเป็นมืออาชีพ เธอจะไม่ยอมให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้งานเสีย เธอจะต้องทำให้งานแต่งงานของรวินทร์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอเหนือกว่าเขา

เธอเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ตรวจสอบรายละเอียดของงานแต่งงานอีกครั้ง สถานที่จัดงานคือโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ธีมงานคือ ‘ความรักนิรันดร์’ ซึ่งเป็นสิ่งที่สุพิชฌาย์รู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี ชุดแต่งงานของเจ้าสาวเป็นแบรนด์ดังจากปารีส การตกแต่งดอกไม้เป็นดอกไม้สดนำเข้าจากต่างประเทศ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีเลิศ

แต่สิ่งที่สุพิชฌาย์กังวลมากที่สุดไม่ใช่เรื่องรายละเอียดของงาน แต่เป็นเรื่องของรวินทร์และเจ้าสาวของเขา เธอได้ยินข่าวลือมาว่ารวินทร์ไม่ได้รักเจ้าสาวของเขา เขาถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ สุพิชฌาย์ไม่รู้ว่าข่าวลือนี้เป็นจริงหรือไม่ แต่ถ้าเป็นจริง มันจะทำให้งานแต่งงานนี้กลายเป็นละครฉากใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเสแสร้งและความเจ็บปวด

“คุณสุพิชฌาย์คะ” เสียงหวานใสของเลขานุการสาวดังขึ้นที่หน้าประตู “คุณรวินทร์มาขอพบค่ะ”

สุพิชฌาย์กระตุกยิ้ม “ให้เขาเข้ามา”

ประตูห้องทำงานเปิดออก รวินทร์ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม เขาอยู่ในชุดสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีต รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ดวงตาคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูป ทุกอย่างบนใบหน้าของเขาสมบูรณ์แบบราวกับเทพบุตร แต่แววตาของเขากลับเย็นชาและเยาะเย้ย

“สวัสดีครับคุณสุพิชฌาย์” รวินทร์ทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “ไม่คิดเลยว่าเราจะได้กลับมาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้”

“เช่นกันค่ะคุณรวินทร์” สุพิชฌาย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความแข็งกร้าว “ดิฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าคุณจะกล้ามาเหยียบที่นี่”

รวินทร์หัวเราะเบาๆ “ทำไมผมจะไม่กล้า? ในเมื่อคุณเป็นคนจัดงานแต่งงานให้ผม ผมก็ต้องมาคุยรายละเอียดกับคุณสิ”

“ดิฉันคิดว่าทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้วนะคะ” สุพิชฌาย์กล่าว “คุณหญิงเป็นคนจัดการทุกอย่าง”

“แน่นอนว่าคุณแม่ของผมจัดการเรื่องใหญ่ๆ” รวินทร์ตอบ “แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผมอยากจะคุยกับคุณโดยตรง” เขาเดินเข้ามาใกล้สุพิชฌาย์มากขึ้น “เช่นเรื่อง…” เขาเว้นจังหวะ “ของขวัญสำหรับคืนเข้าหอ”

สุพิชฌาย์มองรวินทร์อย่างไม่พอใจ “ดิฉันไม่คิดว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดิฉันต้องจัดการนะคะ”

“ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะครับ?” รวินทร์ยิ้มเยาะ “ในเมื่อคุณเป็นคนจัดงานแต่งงาน คุณก็ต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เจ้าบ่าวต้องการ”

สุพิชฌาย์กำมือแน่น เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงความโกรธออกมา “ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ดิฉันขอตัวไปทำงานต่อ”

“เดี๋ยวก่อนสิครับ” รวินทร์คว้าแขนสุพิชฌาย์ไว้ “ผมยังมีเรื่องที่อยากจะคุยกับคุณอีกเยอะ”

สุพิชฌาย์สะบัดแขนออกอย่างแรง “ปล่อยดิฉัน!”

รวินทร์ไม่ยอมปล่อย เขาจับแขนสุพิชฌาย์ไว้แน่นกว่าเดิม “ทำไมต้องทำท่าทางรังเกียจผมขนาดนี้ด้วย? หรือว่าคุณยังไม่ลืมเรื่องในอดีต?”

“ดิฉันไม่เคยลืม!” สุพิชฌาย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “และดิฉันก็ไม่มีวันให้อภัยคุณ!”

รวินทร์ยิ้มเยาะ “ผมก็ไม่ต้องการให้คุณให้อภัยผมหรอก” เขากระซิบข้างหูสุพิชฌาย์ “ผมแค่อยากจะทำให้คุณเจ็บปวดเหมือนที่ผมเคยเจ็บ”

สุพิชฌาย์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เธอจ้องมองรวินทร์ด้วยความโกรธแค้น “คุณไม่มีวันทำสำเร็จ!”

“ผมจะคอยดู” รวินทร์ปล่อยแขนสุพิชฌาย์ “ผมจะทำให้งานแต่งงานนี้เป็นงานที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตของคุณ” เขายิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป

สุพิชฌาย์ทรุดตัวลงบนเก้าอี้อีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนหมดเรี่ยวแรง รวินทร์กลับมาแล้ว… และเขาก็มาเพื่อแก้แค้นเธอ สุพิชฌาย์ไม่รู้ว่าเธอจะรับมือกับเขาอย่างไร แต่เธอรู้ว่าเธอจะต้องไม่ยอมแพ้ เธอจะต้องปกป้องตัวเองและศักดิ์ศรีของเธอให้ได้

หลายวันผ่านไป การเตรียมงานแต่งงานดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่บรรยากาศระหว่างสุพิชฌาย์และรวินทร์เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งสองคนต่างจ้องจับผิดกันและกัน คอยหาโอกาสที่จะทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า สุพิชฌาย์พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับรวินทร์ แต่เขาก็ยังคงตามรังควานเธอไม่เลิก

วันหนึ่ง ขณะที่สุพิชฌาย์กำลังตรวจดูความเรียบร้อยของการตกแต่งสถานที่จัดงาน รวินทร์ก็เดินเข้ามาหาเธอ

“วันนี้คุณดูสวยเป็นพิเศษนะครับคุณสุพิชฌาย์” รวินทร์ทักทายด้วยน้ำเสียงยียวน

“ขอบคุณค่ะ” สุพิชฌาย์ตอบกลับอย่างเย็นชา “แต่ดิฉันไม่คิดว่าคำชมของคุณจะจริงใจ”

“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น?” รวินทร์ถาม

“ก็เพราะว่าคุณไม่เคยจริงใจกับใคร” สุพิชฌาย์ตอบ

รวินทร์หัวเราะเบาๆ “คุณรู้จักผมดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ดิฉันรู้จักคุณดีพอที่จะรู้ว่าคุณเป็นคนยังไง” สุพิชฌาย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“แล้วคุณคิดว่าผมเป็นคนยังไง?” รวินทร์ถาม

สุพิชฌาย์จ้องมองรวินทร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ “คุณเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง และไม่เคยแคร์ความรู้สึกของคนอื่น”

รวินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “คุณอาจจะพูดถูก ผมอาจจะเป็นคนแบบนั้นจริงๆ แต่คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงเป็นแบบนั้น?”

“ดิฉันไม่สนใจ” สุพิชฌาย์ตอบ

“คุณควรจะสนใจนะ” รวินทร์กล่าว “เพราะว่าคุณคือสาเหตุที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้”

สุพิชฌาย์มองรวินทร์ด้วยความงุนงง “ดิฉันเนี่ยนะ?”

“ใช่ คุณนั่นแหละ” รวินทร์ตอบ “คุณทำให้ผมรู้ว่าโลกนี้มันโหดร้ายแค่ไหน และการที่จะอยู่รอดได้ในโลกนี้ เราต้องร้ายให้มากกว่าคนอื่น”

สุพิชฌาย์ไม่เข้าใจว่ารวินทร์กำลังพูดถึงอะไร “ดิฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

“คุณรู้ดี” รวินทร์กล่าว “คุณรู้ดีว่าคุณเคยทำอะไรกับผมไว้”

“ดิฉันไม่เคยทำอะไรคุณ!” สุพิชฌาย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“คุณทำ!” รวินทร์ตะโกน “คุณทำลายความฝันของผม คุณทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมรัก!”

น้ำตาคลอเบ้าสุพิชฌาย์ เธอไม่รู้ว่าทำไมรวินทร์ถึงโทษเธอว่าเป็นคนทำลายชีวิตของเขา “ดิฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่ดิฉันขอโทษ ถ้าดิฉันเคยทำอะไรให้คุณเสียใจ”

รวินทร์จ้องมองสุพิชฌาย์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “คำขอโทษของคุณมันไม่มีความหมายอะไรสำหรับผม” เขาหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้พิมพ์มายืนอยู่คนเดียวด้วยความสับสนและความเสียใจ

คืนก่อนวันแต่งงาน สุพิชฌาย์นอนไม่หลับ เธอคิดถึงคำพูดของรวินทร์วนไปวนมา เธอพยายามนึกว่าเธอเคยทำอะไรผิดพลาดกับเขา แต่เธอก็นึกไม่ออกเลย เธอรู้จักรวินทร์มาไม่นาน และพวกเขาก็เป็นคู่แข่งกันมาโดยตลอด เธอไม่เคยคิดร้ายหรือทำร้ายเขาด้วยวิธีใดๆ

ในที่สุด สุพิชฌาย์ก็ตัดสินใจที่จะไปหารวินทร์ เธออยากจะถามเขาให้รู้เรื่องว่าเธอเคยทำอะไรผิดพลาดกับเขา และเธออยากจะขอโทษเขาอีกครั้ง ถ้าเธอเคยทำอะไรให้เขาเสียใจจริงๆ

เธอขับรถไปยังคอนโดมิเนียมหรูของรวินทร์ เมื่อไปถึง เธอก็พบว่าประตูห้องของเขาไม่ได้ล็อค เธอผลักประตูเข้าไปและพบว่ารวินทร์กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่น

“คุณมาทำอะไรที่นี่?” รวินทร์ถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร

“ดิฉันมาขอคุยกับคุณ” สุพิชฌาย์ตอบ

“ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” รวินทร์กล่าว

“ดิฉันอยากรู้ว่าดิฉันเคยทำอะไรผิดพลาดกับคุณ” สุพิชฌาย์ถาม “ทำไมคุณถึงโทษว่าดิฉันเป็นคนทำลายชีวิตของคุณ?”

รวินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”

“ดิฉันอยากรู้” สุพิชฌาย์ตอบ “ถ้าดิฉันเคยทำอะไรให้คุณเสียใจ ดิฉันอยากจะขอโทษคุณ”

รวินทร์เงยหน้าขึ้นมองสุพิชฌาย์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “คุณไม่เข้าใจหรอกว่าผมเจ็บปวดแค่ไหน”

“ดิฉันอาจจะไม่เข้าใจ” สุพิชฌาย์ตอบ “แต่ดิฉันอยากจะพยายามเข้าใจ”

รวินทร์ถอนหายใจ “เอาล่ะ ผมจะเล่าให้คุณฟัง” เขาเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตให้สุพิชฌาย์ฟัง เรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน เรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

สุพิชฌาย์นั่งฟังรวินทร์อย่างตั้งใจ เธอรู้สึกตกใจและเสียใจกับสิ่งที่เขาต้องเผชิญ เธอไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตของรวินทร์จะเต็มไปด้วยความยากลำบากและความเจ็บปวด

“ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะคุณ” รวินทร์กล่าวเมื่อเล่าจบ “ถ้าคุณไม่…” เขาเงียบไป

“ถ้าดิฉันไม่… อะไร?” สุพิชฌาย์ถาม

รวินทร์จ้องมองสุพิชฌาย์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความรัก ความเกลียดชัง ความโกรธ และความเสียใจ “ถ้าคุณไม่สวยและเก่งขนาดนี้ ผมก็คงไม่ต้องพยายามที่จะเอาชนะคุณ และผมก็คงไม่ต้อง…” เขาไม่พูดต่อ

สุพิชฌาย์ไม่รู้จะพูดอะไร เธอรู้สึกผิดที่ทำให้รวินทร์ต้องเจ็บปวด แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงโทษเธอว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

“ดิฉันขอโทษ” สุพิชฌาย์พูดในที่สุด “ดิฉันไม่รู้ว่าดิฉันทำให้คุณต้องเจ็บปวดขนาดนี้”

รวินทร์หัวเราะเยาะ “คำขอโทษของคุณมันไม่มีความหมายอะไรสำหรับผม”

“ดิฉันรู้” สุพิชฌาย์ตอบ “แต่ดิฉันอยากจะพูดมันออกมา”

รวินทร์ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปใกล้สุพิชฌาย์มากขึ้น “คุณรู้ไหมว่าผมอยากจะทำอะไรตอนนี้?” เขาถาม

สุพิชฌาย์ไม่ตอบ เธอรู้ว่ารวินทร์กำลังจะทำอะไร

รวินทร์คว้าตัวสุพิชฌาย์เข้ามาจูบอย่างรุนแรงและดูดดื่ม สุพิชฌาย์พยายามผลักเขาออก แต่รวินทร์ไม่ยอมปล่อย เขาจูบเธออย่างหนักหน่วงและดุดัน จนกระทั่งเธอเริ่มคล้อยตาม

ทั้งสองคนจูบกันอย่างดูดดื่มและเร่าร้อน ความโกรธ ความเกลียดชัง และความปรารถนา ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก สุพิชฌาย์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะละลายไปกับจูบของรวินทร์

ในที่สุด รวินทร์ก็ผละออกจากสุพิชฌาย์ เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและความเสียใจ

“ผมไม่ควรทำแบบนี้” เขาพูด

สุพิชฌาย์ไม่ตอบ เธอรู้สึกสับสนและตกใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกอย่างไร

“คุณควรจะไปได้แล้ว” รวินทร์กล่าว

สุพิชฌาย์พยักหน้าและเดินออกจากห้องของรวินทร์ไป เธอไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป แต่เธอรู้ว่าชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เช้าวันแต่งงาน สุพิชฌาย์ยังคงรู้สึกสับสนและงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะทำอย่างไร เธอควรจะบอกเรื่องนี้ให้เจ้าสาวรู้หรือไม่ หรือเธอควรจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับตลอดไป

ขณะที่สุพิชฌาย์กำลังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและพบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย

“สวัสดีค่ะ” สุพิชฌาย์รับสาย

“สวัสดีค่ะคุณสุพิชฌาย์” เสียงหวานใสของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น

“ดิฉันเองค่ะ” สุพิชฌาย์ตอบ

“ดิฉันชื่อฟ้าใสค่ะ เป็นเพื่อนสนิทของ…” ผู้หญิงคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง “เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าสาวค่ะ”

“มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ?” สุพิชฌาย์ถาม

“คือว่า… ดิฉันมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวค่ะ” ฟ้าใสกล่าว “เป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าสาวและคุณรวินทร์”

“เรื่องอะไรคะ?” สุพิชฌาย์ถามด้วยความสงสัย

“ดิฉันขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวดีกว่าค่ะ” ฟ้าใสตอบ “คุณสะดวกเมื่อไหร่คะ?”

สุพิชฌาย์ลังเล “วันนี้เป็นวันแต่งงานนะคะ ดิฉันไม่แน่ใจว่า…”

“ดิฉันรู้ค่ะ” ฟ้าใสกล่าว “แต่ดิฉันคิดว่าคุณควรจะรู้เรื่องนี้ก่อนที่อะไรๆ มันจะสายเกินไป”

สุพิชฌาย์ตัดสินใจ “ก็ได้ค่ะ เจอกันที่ไหนดีคะ?”

“เจอกันที่…” ฟ้าใสบอกสถานที่นัดพบ “อีกหนึ่งชั่วโมงเจอกันนะคะ”

สุพิชฌาย์พยักหน้า “ค่ะ แล้วเจอกัน”

สุพิชฌาย์ตัดสายและมองไปยังชุดราตรีสีขาวที่แขวนอยู่บนราว เธอไม่รู้ว่าฟ้าใสต้องการจะบอกอะไรเธอ แต่เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นเรื่องใหญ่ และอาจจะเปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล