คมปืนและเงาดาว
Chapter 1 — คมปืนและเงาดาว
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นคาวเลือดคลุ้งจมูก ฉันหลับตาปี๋ ก้มหน้าต่ำ ร่างกายสั่นเทิ้มราวลูกนกพลัดรัง ทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร ฉันยังคงได้ยิน ได้กลิ่น และรู้สึกถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที
“คุณหนู! หลบใต้โต๊ะเร็วเข้าครับ!” เสียงของลุงสมชาย คนขับรถและบอดี้การ์ดที่ซื่อสัตย์ดังขึ้นอย่างร้อนรน ฉันรีบทำตามอย่างว่าง่าย มุดเข้าไปใต้โต๊ะอาหารตัวใหญ่ที่ทำจากไม้สักราคาแพง หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบนี้ แต่ทุกครั้งมันก็ยังคงน่ากลัวเสมอ ความกลัวกัดกินหัวใจจนแทบจะขาดใจตาย ฉันคือ รดา นันทไพศาล ลูกสาวคนเดียวของเจ้าพ่อมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแห่งประเทศไทย ธุรกิจของพ่อมีทั้งสีขาวและสีดำ และแน่นอนว่าศัตรูของพ่อก็มีมากมายไม่แพ้กัน
ชีวิตของฉันไม่เคยเป็นของตัวเองอย่างแท้จริง ตั้งแต่เกิดมา ฉันก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด ถูกสอนให้รู้จักการป้องกันตัว การใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง และการไว้ใจใครไม่ได้ง่ายๆ ฉันเหมือนนกน้อยในกรงทอง ที่ภายนอกดูสวยงาม หรูหรา แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความอ้างว้างและโดดเดี่ยว
เมื่อเสียงปืนสงบลง ลุงสมชายก็คลานเข้ามาดูอาการฉันด้วยความเป็นห่วง “คุณหนูครับ เป็นอะไรหรือเปล่า”
ฉันส่ายหน้าเบาๆ ทั้งที่ในใจยังคงหวาดกลัว “ไม่เป็นไรค่ะลุง แล้วคนร้ายล่ะคะ”
ลุงสมชายถอนหายใจ “พวกมันหนีไปหมดแล้วครับ คงรู้ตัวว่าตำรวจกำลังมา”
ฉันพยักหน้า เข้าใจดีว่านี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ศัตรูของพ่อจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะกำจัดเราได้ทั้งหมด
“เราต้องย้ายคุณหนูไปอยู่ที่อื่นครับ ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” ลุงสมชายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฉันรู้ดีว่าลุงพูดถูก แต่การต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับฉัน ฉันไม่เคยใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ไม่เคยต้องดูแลตัวเอง และไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับโลกภายนอกที่โหดร้าย
“แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันคะ” ฉันถามเสียงแผ่ว
“ผมได้เตรียมสถานที่ไว้แล้วครับ เป็นบ้านพักเล็กๆ ในต่างจังหวัด ห่างไกลจากผู้คน และปลอดภัยจากศัตรู”
ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ “ตกลงค่ะ ไปที่ไหนก็ได้ ที่ที่ฉันจะปลอดภัย”
การเดินทางไปยังบ้านพักในต่างจังหวัดเป็นไปอย่างราบรื่น เราเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว โดยมีลุงสมชายเป็นคนขับ และมีบอดี้การ์ดอีกสองคนคอยคุ้มกันตลอดเส้นทาง ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นทุ่งนาสีเขียวขจี ภูเขาสูงตระหง่าน และท้องฟ้าสีครามสดใส ภาพเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
บ้านพักตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ภายในบ้านตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ฉันรู้สึกขอบคุณลุงสมชายที่ดูแลฉันเป็นอย่างดีเสมอมา
“คุณหนูพักผ่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” ลุงสมชายบอกฉันด้วยความเป็นห่วง
ฉันพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน ห้องนอนเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้าน ฉันทิ้งตัวลงบนเตียงนอน นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ ความกลัว ความกังวล และความไม่แน่นอนถาโถมเข้ามาในจิตใจ ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ฉันรู้ว่าฉันต้องเข้มแข็ง และต้องเอาชีวิตรอดให้ได้
วันรุ่งขึ้น ฉันตื่นเช้ากว่าปกติ อากาศในต่างจังหวัดสดชื่นบริสุทธิ์ ฉันเดินออกมาที่ระเบียงบ้าน สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเต็มที่ รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหนู” เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านหลัง
ฉันหันไปมอง เห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ หญิงคนนั้นยิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตร
“สวัสดีค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ฉันชื่อป้าแจ่ม เป็นแม่บ้านที่นี่ค่ะ คุณหนูเรียกป้าว่าป้าแจ่มก็ได้”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะป้าแจ่ม”
“คุณหนูทานอาหารเช้าหรือยังคะ”
“ยังเลยค่ะ”
“เดี๋ยวป้าทำอาหารเช้าให้ทานนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ป้าแจ่มทำอาหารเช้าให้ฉันทาน เป็นข้าวต้มหมูสับร้อนๆ รสชาติอร่อยมาก ฉันทานอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย
“คุณหนูชอบไหมคะ” ป้าแจ่มถามด้วยความเป็นห่วง
“ชอบมากเลยค่ะ อร่อยมาก” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ดีใจจังที่คุณหนูชอบ”
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็เดินสำรวจรอบๆ บ้านพัก บ้านพักตั้งอยู่ในสวนผลไม้ มีต้นไม้มากมาย ทั้งต้นมะม่วง ต้นกล้วย ต้นขนุน และต้นไม้อื่นๆ อีกมากมาย ฉันเดินเล่นในสวนผลไม้ สูดกลิ่นหอมของดอกไม้ และฟังเสียงนกร้อง รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ฉันเดินไปนั่งพักใต้ต้นมะม่วงใหญ่ มองดูวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม รู้สึกว่าชีวิตของฉันเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย
“ที่นี่สวยจังเลยนะคะ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง
ฉันสะดุ้งตกใจ หันไปมอง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ ชายหนุ่มคนนั้นหน้าตาหล่อเหลาคมคาย รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ผมดำขลับ ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว เขายิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตร
“คุณเป็นใครคะ” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ผมชื่อ ภูผา เป็นเจ้าของไร่ข้างๆ นี่เองครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้ม
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ฉันตอบกลับ
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ ผมเห็นคุณมาอยู่ที่นี่สองวันแล้ว ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ”
ฉันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “ฉันชื่อ รดา ค่ะ”
“รดา… ชื่อเพราะจังเลยนะครับ” ภูผาพูดด้วยรอยยิ้ม
ฉันรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ไม่เคยมีใครชมว่าชื่อของฉันเพราะมาก่อน
“ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบเสียงแผ่ว
“ไม่ทราบว่าคุณรดามาทำอะไรที่นี่ครับ” ภูผาถามด้วยความสงสัย
ฉันคิดหนักว่าจะตอบอย่างไร ฉันไม่สามารถบอกความจริงกับเขาได้ เพราะมันอันตรายเกินไป
“ฉัน… ฉันมาพักผ่อนค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
ภูผามองหน้าฉันอย่างจับผิด แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
“อ๋อ… มาพักผ่อนนี่เอง ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณรดา” ภูผาพูดแล้วเดินจากไป
ฉันมองตามหลังเขาไปจนลับสายตา รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์อย่างประหลาด แต่ฉันก็ไม่ไว้ใจเขา ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นคนดีหรือคนร้าย และฉันไม่สามารถเสี่ยงได้
หลังจากนั้น ฉันก็ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพักอย่างสงบสุข ป้าแจ่มดูแลฉันเป็นอย่างดี ลุงสมชายก็คอยมาเยี่ยมเยียนฉันเป็นประจำ ฉันเริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้บ้างแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัย ฉันรู้ว่าศัตรูของพ่อยังคงตามล่าเราอยู่ และพวกมันอาจจะมาถึงตัวฉันเมื่อไหร่ก็ได้
วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนผลไม้ ฉันก็สังเกตเห็นรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพัก รถยนต์คันนั้นไม่ใช่รถของลุงสมชาย และฉันก็ไม่เคยเห็นรถคันนี้มาก่อน
ฉันใจเต้นแรงด้วยความกลัว ฉันรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ฉันรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน แล้วล็อคประตูทุกบาน
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นชายฉกรรจ์สี่คนลงมาจากรถ ชายเหล่านั้นแต่งกายด้วยชุดดำ และถือปืนอยู่ในมือ
พวกมันมาแล้ว… ศัตรูของพ่อมาถึงตัวฉันแล้ว
ฉันทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ฉันรู้ว่าฉันไม่มีทางหนีรอดไปได้ ฉันไม่มีอาวุธ ไม่มีใครช่วยฉันได้ และฉันไม่รู้วิธีที่จะต่อสู้กับพวกมัน
ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงเคาะประตูอย่างแรง
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เรารู้ว่าเธออยู่ในนั้น!” เสียงตะโกนดังลั่น
ฉันหลับตาปี๋ น้ำตาไหลอาบแก้ม ฉันรู้ว่าชีวิตของฉันกำลังจะจบลงแล้ว
แต่แล้ว… เสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงปืนของพวกมัน เป็นเสียงปืนจากภายนอกบ้าน
ฉันลืมตาขึ้นอย่างงุนงง มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นชายคนหนึ่งกำลังต่อสู้กับพวกมัน ชายคนนั้นคือ… ภูผา!