ผีเจ้าที่

Chapter 1 — ผีเจ้าที่

เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังเสียดแทงทะลุความเงียบสงัดของยามค่ำคืน ราวกับมีใครกำลังถูกทรมานอย่างแสนสาหัส กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคลุ้งในอากาศ หญิงสาวสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง

“ฝันอีกแล้ว…” สุชาดาพึมพำกับตัวเอง เธอปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ภาพในฝันยังคงติดตา ราวกับมันเป็นเรื่องจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่

สุชาดาเป็นหญิงสาววัย 25 ปี ทำงานเป็นนักเขียนอิสระ เธอมีสัมผัสพิเศษที่สามารถมองเห็นและรับรู้ถึงวิญญาณได้ ตั้งแต่เด็กจนโต สุชาดาต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวเหนือธรรมชาติมากมาย จนทำให้เธอหวาดกลัวและพยายามหลีกหนีจากมันมาโดยตลอด

บ้านที่สุชาดาอาศัยอยู่เป็นบ้านไม้เก่าแก่สองชั้น ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า “บ้านริมน้ำ” หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านภาคกลางของประเทศไทย อากาศที่นี่บริสุทธิ์และเงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่

แต่ถึงกระนั้น บ้านริมน้ำก็ไม่ได้สงบสุขอย่างที่คิด นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ สุชาดาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แฝงตัวอยู่ในบ้าน มันเป็นพลังงานที่เย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัว

คืนนี้ก็เช่นกัน หลังจากที่สุชาดาตื่นจากฝันร้าย เธอก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง อากาศรอบตัวเย็นลงอย่างรวดเร็ว ราวกับมีใครกำลังจ้องมองเธออยู่

สุชาดาลุกจากเตียง เดินไปเปิดหน้าต่าง เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา แสงจันทร์ส่องสว่างทำให้มองเห็นทิวทัศน์รอบบ้านได้อย่างชัดเจน ต้นไม้ใหญ่โบราณแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้บ้านดูร่มรื่นและน่าเกรงขาม

แต่สายตาของสุชาดากลับจับจ้องไปที่เรือนร้างหลังเก่าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอ เรือนหลังนั้นถูกทิ้งร้างมานานหลายปีแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ เพราะมีข่าวลือว่ามีวิญญาณร้ายสิงสถิตอยู่

สุชาดาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเรือนร้างหลังนั้นมาบ้าง ว่ากันว่าเจ้าของเรือนถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมเมื่อหลายสิบปีก่อน และวิญญาณของเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในเรือนหลังนั้นเพื่อรอคอยการแก้แค้น

“ไม่นะ อย่าคิดมากสุชาดา มันก็แค่เรื่องเล่า…” สุชาดาพยายามบอกตัวเอง แต่ความรู้สึกหวาดกลัวกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทันใดนั้นเอง สุชาดาก็เห็นเงาตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวอยู่ภายในเรือนร้างหลังนั้น มันเป็นเงาของผู้ชายคนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ กำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นบน

สุชาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอพยายามเพ่งมองให้ชัดเจน แต่เงาในเรือนร้างก็หายวับไปกับตา

“เมื่อกี้… ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า?” สุชาดาพึมพำ เธอรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

สุชาดาตัดสินใจปิดหน้าต่างและกลับเข้าไปในห้อง เธอพยายามข่มตาให้หลับ แต่ภาพเงาในเรือนร้างยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

ในที่สุดสุชาดาก็ทนไม่ไหว เธอตัดสินใจลุกจากเตียงอีกครั้ง และเดินไปที่โต๊ะทำงาน เธอเปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรือนร้างหลังนั้น

สุชาดาพบข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเรือนร้างหลังนั้น ทั้งประวัติความเป็นมา ข่าวลือ และเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ

ยิ่งอ่านสุชาดาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว เธอเริ่มเชื่อแล้วว่ามีวิญญาณร้ายสิงสถิตอยู่ในเรือนร้างหลังนั้นจริงๆ

“ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง…” สุชาดาพึมพำ เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในเรือนร้างหลังนั้น

สุชาดาตัดสินใจที่จะสืบสวนเรื่องราวเกี่ยวกับเรือนร้างหลังนั้น เธออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของเรือน และวิญญาณของเขาต้องการอะไร

เช้าวันรุ่งขึ้น สุชาดาเตรียมตัวออกเดินทางไปยังเรือนร้าง เธอสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด และพกเครื่องรางของขลังติดตัวไปด้วย

ก่อนออกจากบ้าน สุชาดาโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทของเธอ ชื่อว่า “ณัฐ” ณัฐเป็นตำรวจหนุ่มที่ทำงานอยู่ในเมือง เขาเป็นคนเดียวที่สุชาดาไว้ใจและสามารถเล่าเรื่องราวเหนือธรรมชาติให้ฟังได้

“ณัฐ ฉันอยากให้ช่วยอะไรหน่อยได้ไหม?” สุชาดาถาม

“มีอะไรเหรอสุชาดา?” ณัฐถามกลับ

“ฉันกำลังจะไปที่เรือนร้างหลังเก่าที่อยู่ใกล้บ้านน่ะ ฉันอยากให้ช่วยสืบประวัติของเจ้าของเรือนให้หน่อยได้ไหม?” สุชาดากล่าว

“เรือนร้างหลังนั้นน่ะเหรอ? ที่มีข่าวลือว่ามีวิญญาณสิงน่ะนะ? จะไปทำอะไรที่นั่น?” ณัฐถามด้วยความเป็นห่วง

“ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นกันแน่ ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนหลังนั้น” สุชาดาตอบ

“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะช่วยสืบให้ แต่ต้องระวังตัวด้วยนะสุชาดา ที่นั่นมันอันตราย” ณัฐเตือน

“ขอบใจมากนะณัฐ” สุชาดากล่าว

หลังจากวางสายจากณัฐ สุชาดาก็เดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเรือนร้างหลังเก่า

เมื่อสุชาดามาถึงหน้าเรือนร้าง เธอก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่เย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากเรือนหลังนั้น มันเป็นพลังงานที่ทำให้เธอขนลุกซู่ไปทั้งตัว

สุชาดาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา เธอเดินเข้าไปใกล้เรือนร้างอย่างช้าๆ

ประตูรั้วเหล็กหน้าเรือนถูกล็อกด้วยโซ่และแม่กุญแจ สุชาดาพยายามเปิดประตูรั้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ

“คงต้องปีนเข้าไปแล้วสินะ” สุชาดาพึมพำ เธอปีนข้ามรั้วเหล็กเข้าไปในบริเวณเรือนร้าง

เมื่อเข้าไปในบริเวณเรือนร้าง สุชาดาก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง อากาศที่นี่เย็นยะเยือกและเงียบสงัด ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวแห้งตาย ราวกับถูกสาป

เรือนไม้เก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของสุชาดา สภาพของเรือนทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ผนังผุพัง หลังคาเป็นรูโหว่ หน้าต่างแตกกระจาย

สุชาดาเดินเข้าไปใกล้เรือนไม้ เธอพยายามเปิดประตูเรือน แต่ประตูก็ถูกล็อกไว้จากด้านใน

สุชาดามองลอดเข้าไปในช่องว่างของประตู เธอเห็นความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งเรือน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากภายใน

“มีใครอยู่ข้างในไหม?” สุชาดาตะโกนถาม แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา

สุชาดาตัดสินใจที่จะเข้าไปในเรือน เธอเดินอ้อมไปด้านหลังเรือน และมองหาช่องทางที่จะเข้าไปข้างใน

ในที่สุดสุชาดาก็พบหน้าต่างบานหนึ่งที่ไม่ได้ล็อก เธอเปิดหน้าต่างและปีนเข้าไปในเรือน

เมื่อสุชาดาเข้าไปในเรือน เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าไปในหลุมศพ ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง อากาศเย็นเยียบจนแทบจะหายใจไม่ออก

สุชาดาค่อยๆ เดินสำรวจไปทั่วเรือน เธอใช้ไฟฉายส่องนำทาง

ภายในเรือนเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและหยากไย่ เฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ถูกทิ้งร้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วห้อง

สุชาดาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอเห็นภาพถ่ายครอบครัวเก่าๆ วางอยู่บนโต๊ะ ภาพถ่ายเหล่านั้นซีดจางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงมองเห็นใบหน้าของคนในภาพได้อย่างชัดเจน

สุชาดาหยิบภาพถ่ายขึ้นมาดู เธอเห็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กชายคนหนึ่ง พวกเขายิ้มแย้มมีความสุข

“นี่คงเป็นเจ้าของเรือน…” สุชาดาพึมพำ

ทันใดนั้นเอง สุชาดาก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ พัดผ่านเข้ามาในห้อง ไฟฉายในมือของเธอกระพริบถี่ๆ

สุชาดาเงยหน้าขึ้นมอง เธอเห็นเงาตะคุ่มๆ ยืนอยู่ตรงหน้าประตู

“ใครน่ะ?” สุชาดาถามด้วยเสียงสั่นเครือ

เงาตะคุ่มๆ ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

เมื่อเงาเข้ามาใกล้พอที่สุชาดาจะมองเห็นได้ชัดเจน เธอก็ต้องตกตะลึง

มันคือวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ดวงตาแดงก่ำราวกับเลือด

“แก… แกเป็นใคร?” สุชาดาถามด้วยความหวาดกลัว

วิญญาณร้ายไม่ตอบ มันจ้องมองสุชาดาด้วยสายตาอาฆาตแค้น

“ฉัน… ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนะ” สุชาดากล่าว

วิญญาณร้ายยกมือขึ้นชี้หน้าสุชาดา

“แก… ต้อง… ชด… ใช้…” มันพูดด้วยเสียงแหบแห้ง

ก่อนที่สุชาดาจะได้ทันตั้งตัว วิญญาณร้ายก็พุ่งเข้าใส่เธอ

สุชาดากรีดร้องด้วยความหวาดกลัว เธอพยายามวิ่งหนี แต่ก็ไม่ทัน

วิญญาณร้ายจับตัวสุชาดาไว้ได้ มันบีบคอเธออย่างแรง

สุชาดาพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของวิญญาณร้ายได้

“ช่วย… ด้วย…” สุชาดาพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครได้ยิน

วิญญาณร้ายบีบคอสุชาดาแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเธอเริ่มหายใจไม่ออก

ภาพทุกอย่างเริ่มพร่าเลือน สุชาดารู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตกำลังจะดับสูญ

ทันใดนั้นเอง สุชาดาก็เห็นแสงสีขาวสว่างจ้าพุ่งเข้ามาในห้อง แสงนั้นส่องไปยังวิญญาณร้าย ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

วิญญาณร้ายปล่อยตัวสุชาดา และถอยห่างออกไป

สุชาดาล้มลงกับพื้น เธอหายใจหอบถี่ๆ พยายามรวบรวมสติ

เมื่อสุชาดาเงยหน้าขึ้นมอง เธอเห็นร่างของชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ

เขาเป็นใคร… และเขามาช่วยเธอได้อย่างไร?

ชายคนนั้นหันมายิ้มให้สุชาดา รอยยิ้มของเขาอบอุ่นและอ่อนโยน

“ไม่ต้องกลัว ฉันจะปกป้องเธอเอง…” เขาพูด

ก่อนที่สุชาดาจะได้ถามอะไร ชายคนนั้นก็เดินตรงไปยังวิญญาณร้าย

ทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีขาวและพลังงานมืดปะทุออกมาจากร่างของพวกเขา

สุชาดามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง เธอไม่รู้ว่าชายคนนั้นเป็นใคร และเขาจะสามารถเอาชนะวิญญาณร้ายได้หรือไม่

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ยอมแพ้

ในที่สุด ชายคนนั้นก็สามารถจับวิญญาณร้ายไว้ได้ เขาใช้พลังของเขาผนึกวิญญาณร้ายไว้ในขวดแก้วใบหนึ่ง

หลังจากผนึกวิญญาณร้ายได้แล้ว ชายคนนั้นก็เดินกลับมาหาสุชาดา

“เรียบร้อยแล้ว เธอปลอดภัยแล้ว” เขาพูด

“คุณ… คุณเป็นใคร?” สุชาดาถาม

“ฉันชื่อธีร์ ฉันเป็นผู้พิทักษ์” เขาตอบ

“ผู้พิทักษ์?” สุชาดาทวนคำ

“ใช่ ฉันมีหน้าที่ปกป้องผู้คนจากวิญญาณร้าย” ธีร์อธิบาย

“แล้ว… คุณมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” สุชาดาถาม

“ฉันรู้สึกถึงพลังงานมืดที่แผ่ออกมาจากเรือนหลังนี้ ฉันรู้ว่ามีคนกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันก็เลยมาช่วย” ธีร์ตอบ

“ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้” สุชาดากล่าว

“ไม่เป็นไร ฉันยินดีช่วยเสมอ” ธีร์กล่าว

“แล้ว… คุณจะทำยังไงกับวิญญาณร้ายตัวนั้น?” สุชาดาถาม

“ฉันจะนำมันไปขังไว้ในที่ที่ปลอดภัย จะไม่มีใครถูกมันทำร้ายได้อีก” ธีร์ตอบ

“แล้ว… ฉันจะทำยังไงต่อไป?” สุชาดาถาม

“เธอต้องระวังตัวให้มากขึ้น วิญญาณร้ายตัวนี้อาจจะมีพวกพ้องที่กำลังรอคอยการแก้แค้น” ธีร์เตือน

“ฉันเข้าใจแล้ว” สุชาดาตอบ

ธีร์ยื่นขวดแก้วที่บรรจุวิญญาณร้ายให้กับสุชาดา

“เธอต้องเก็บรักษามันไว้ให้ดี ห้ามทำมันแตกเด็ดขาด” ธีร์กำชับ

สุชาดารับขวดแก้วมาถือไว้ เธอรู้สึกถึงพลังงานมืดที่แผ่ออกมาจากขวดแก้ว มันทำให้เธอขนลุกซู่ไปทั้งตัว

“ฉันจะดูแลมันอย่างดี” สุชาดาสัญญา

ธีร์ยิ้มให้สุชาดาอีกครั้ง

“ฉันต้องไปแล้ว มีวิญญาณร้ายอีกมากมายที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ” ธีร์กล่าว

“โชคดีนะคะ” สุชาดากล่าว

ธีร์หายตัวไปในความมืด ทิ้งให้สุชาดายืนอยู่คนเดียวในเรือนร้าง

สุชาดากอดขวดแก้วไว้แน่น เธอรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่อยู่บนบ่าของเธอ

เธอต้องปกป้องขวดแก้วใบนี้ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้วิญญาณร้ายกลับมาทำร้ายใครได้อีก

สุชาดาเดินออกจากเรือนร้าง และกลับบ้านด้วยความหวาดกลัว

เมื่อสุชาดามาถึงบ้าน เธอก็รีบเก็บขวดแก้วไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด

หลังจากนั้น สุชาดาก็พยายามข่มตาให้หลับ แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนร้างยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

สุชาดารู้ว่าเรื่องราวของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เธอจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอีกมากมายในอนาคต

แต่ถึงกระนั้น สุชาดาก็จะไม่ยอมแพ้ เธอจะสู้ต่อไปเพื่อปกป้องผู้คนจากวิญญาณร้าย

ในขณะที่สุชาดากำลังจมอยู่ในห้วงความคิด จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง

“แก… ไม่มี… วัน… หนี… พ้น…”

สุชาดาหันขวับไปมอง แต่ก็ไม่เห็นใคร

เสียงกระซิบนั้นมาจากไหน… และมันหมายความว่าอย่างไร?

สุชาดารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังตามเธออยู่

และมันกำลังจะเข้ามาใกล้… ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ…