จุมพิตเพลิงแค้น
Chapter 1 — จุมพิตเพลิงแค้น
เสียงโทรศัพท์ดังแสบแก้วหูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทำงานส่วนตัว ณ คฤหาสน์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้จิรประภาต้องละสายตาจากเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงาน ดวงตาคู่สวยฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์
"มีอะไร" เธอถามเสียงห้วน โดยไม่แม้แต่จะมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ
"คุณหนูครับ คุณท่านเรียกพบด่วนที่สุด" เสียงของป้าแจ่ม แม่บ้านเก่าแก่ที่เลี้ยงดูจิรประภามาตั้งแต่เด็กดังลอดมาตามสาย
"เรื่องอะไร" จิรประภาถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก เธอรู้ดีว่าการถูกเรียกพบด่วนจากคุณท่าน หรือก็คือคุณปู่ของเธอนั้น ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
"ผมไม่ทราบครับ แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญมาก" ป้าแจ่มตอบอย่างระมัดระวัง
จิรประภาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่เริ่มพลุ่งพล่าน "ฉันจะไปเดี๋ยวนี้" เธอกล่าว ก่อนจะวางสายอย่างแรง
จิรประภาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอประกายระยิบระยับใต้แสงจันทร์ คฤหาสน์หลังงามนี้เป็นสมบัติของตระกูล 'เทวากุล' ตระกูลเก่าแก่ที่มีอิทธิพลอย่างมากในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย และเธอก็คือทายาทคนเดียวของตระกูลนี้
แม้ภายนอกจิรประภาจะดูเหมือนหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง แต่ภายในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความขมขื่นและความโดดเดี่ยว การเกิดมาในตระกูลใหญ่ทำให้เธอต้องแบกรับความคาดหวังและความกดดันมากมาย เธอไม่เคยได้รับอิสระในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว โดยคนที่เธอเรียกว่า 'ครอบครัว'
การถูกเรียกพบด่วนในครั้งนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการแต่งงานคลุมถุงชน ที่คุณปู่ของเธอย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นการ 'รักษาผลประโยชน์ของตระกูล' จิรประภากำหมัดแน่นด้วยความโกรธ เธอเกลียดการถูกบังคับ เกลียดการที่ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ
เธอเดินออกจากห้องทำงาน ตรงไปยังห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ ที่ซึ่งคุณปู่ของเธอกำลังนั่งรออยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด ข้างกายของท่านคือทนายความประจำตระกูล และบุคคลที่จิรประภาไม่คาดคิดว่าจะได้เจอในสถานที่แห่งนี้
'ภาวินท์'
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมคายของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่จิรประภารู้สึกหมั่นไส้ทุกครั้งที่ได้เห็น ภาวินท์คือทายาทของตระกูล 'ธนารักษ์' คู่แข่งทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดของตระกูลเทวากุล และที่สำคัญไปกว่านั้น เขายังเป็นคนที่จิรประภา 'เกลียด' ที่สุดในโลก
ทั้งสองตระกูลทำธุรกิจแข่งกันมาหลายชั่วอายุคน ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียดและการแข่งขัน จิรประภาและภาวินท์ถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นศัตรูกัน พวกเขาเคยปะทะคารมกันหลายครั้ง และทุกครั้งก็จบลงด้วยความไม่พอใจของทั้งสองฝ่าย
"มาแล้วหรือ จิรประภา" คุณปู่ทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มานั่งนี่สิ"
จิรประภาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคุณปู่ เธอเหลือบมองภาวินท์ด้วยสายตาแข็งกร้าว เขาเองก็มองตอบด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"วันนี้ฉันเรียกเธอมา เพราะมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกัน" คุณปู่กล่าว
จิรประภารู้สึกได้ถึงลางร้าย "เรื่องอะไรคะ"
"เรื่องการแต่งงานของเธอกับภาวินท์" คุณปู่ตอบอย่างตรงไปตรงมา
คำพูดของคุณปู่ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจจิรประภา เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจและโกรธเคือง "แต่งงาน? กับเขาเนี่ยนะ!" เธอชี้หน้าภาวินท์อย่างไม่เชื่อสายตา
"ใช่แล้ว" คุณปู่ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "นี่คือข้อตกลงที่ฉันทำไว้กับคุณธนารักษ์ เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูล"
"ไม่! ฉันไม่แต่ง!" จิรประภาปฏิเสธเสียงดัง "ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคนอย่างเขา!"
"เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ" คุณปู่กล่าวเสียงเย็น "ในฐานะทายาทของตระกูลเทวากุล เธอมีหน้าที่ต้องทำตามความต้องการของฉัน"
"แต่ฉันมีสิทธิ์ที่จะเลือกชีวิตของตัวเอง!" จิรประภาเถียงกลับ
"ชีวิตของเธอเป็นของตระกูล" คุณปู่กล่าว "จำไว้ จิรประภา"
บรรยากาศในห้องโถงเต็มไปด้วยความตึงเครียด จิรประภารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มทลายลงมาต่อหน้าต่อตา เธอไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังและโดดเดี่ยวเท่านี้มาก่อน
ภาวินท์ที่ยืนเงียบมาตลอด ในที่สุดก็เอ่ยปากพูดขึ้น "คุณปู่ครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลา" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"ไม่ต้องห่วงหรอก ภาวินท์" คุณปู่ตอบ "จิรประภาเป็นเด็กดี เธอจะเข้าใจเองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตระกูล"
จิรประภามองหน้าภาวินท์ด้วยความไม่เข้าใจ เธอไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมเขาถึงยอมทำตามข้อตกลงนี้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานและไม่ยอมใคร
"ผมขอคุยกับคุณจิรประภาสองคนได้ไหมครับ" ภาวินท์ถาม
คุณปู่พยักหน้า "ตามสบาย ฉันจะรออยู่ที่ห้องทำงาน"
เมื่อคุณปู่ออกจากห้องไป ภาวินท์ก็เดินเข้ามาใกล้จิรประภามากขึ้น เธอถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ
"คุณต้องการอะไร" เธอถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ภาวินท์ยิ้ม "ผมแค่อยากจะบอกว่า ผมก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับคุณเหมือนกัน" เขากล่าว
"แล้วทำไมคุณถึงยอมตกลง" จิรประภาถามด้วยความสงสัย
"เพราะผมมีแผน" ภาวินท์ตอบด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "แผนที่จะทำให้เราทั้งคู่เป็นอิสระจากข้อตกลงนี้"
"แผนอะไร" จิรประภาถามอย่างระแวดระวัง
"ผมจะบอกคุณก็ต่อเมื่อคุณยอมร่วมมือกับผม" ภาวินท์กล่าว
จิรประภามองหน้าภาวินท์อย่างชั่งใจ เธอไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใจเขาดีหรือไม่ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่มีทางเลือกอื่น
"ตกลง" เธอตอบ "ฉันจะร่วมมือกับคุณ"
ภาวินท์ยื่นมือมาข้างหน้า "ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน คุณจิรประภา" เขากล่าว
จิรประภามองมือของภาวินท์อย่างลังเล ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปจับอย่างเสียไม่ได้
เมื่อมือของทั้งสองสัมผัสกัน จิรประภาก็รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกาย เธอรีบชักมือกลับทันที
"พรุ่งนี้เจอกันที่บริษัท" ภาวินท์กล่าว "ผมจะอธิบายแผนทั้งหมดให้คุณฟัง"
พูดจบ ภาวินท์ก็เดินออกจากห้องโถงไป ทิ้งให้จิรประภายืนอยู่คนเดียวด้วยความสับสนและไม่สบายใจ เธอไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำพาเธอไปสู่ทิศทางใด แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้ก็คือ ชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในขณะที่จิรประภากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย
"ใคร" เธอถามเสียงห้วน
"คิดถึงฉันหรือเปล่า จิรประภา" เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังลอดมาตามสาย
จิรประภารู้สึกเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งมาราดรดตัว เธอจำเสียงนี้ได้ดี เสียงของคนที่เธอพยายามจะลืมมาตลอด
"คุณ..." เธอพึมพำ "คุณกลับมาทำไม"
"ฉันกลับมาทวงทุกอย่างที่เป็นของฉัน" เสียงนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความอันตราย "รวมถึง...หัวใจของคุณ"
จิรประภามือสั่นเทิ้ม เธอแทบจะทำโทรศัพท์หลุดจากมือ "ไม่...ไม่มีอะไรที่เป็นของคุณอีกแล้ว" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
"เราจะได้เห็นกัน" เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตัดสายไป
จิรประภาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอไม่รู้ว่าทำไมเรื่องร้ายๆ ถึงต้องเกิดขึ้นกับเธอพร้อมๆ กัน เธอไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร
คนที่เธอเกลียดที่สุดกำลังจะมาเป็นสามีของเธอ และคนที่เธอรักที่สุดกำลังจะกลับมาทำลายชีวิตของเธอ
จิรประภารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ที่พร้อมจะตกลงไปได้ทุกเมื่อ