เรือนมรณา
Chapter 1 — เรือนมรณา
กลิ่นดินโคลนชื้นและดอกราตรีที่โรยราโชยมาแตะจมูก นำพาความทรงจำอันมืดมิดหวนคืนสู่จิตใจของฉัน… ราวกับว่าเมื่อคืนนี้ ฉันไม่ได้แค่ฝันร้ายไป
ฉันชื่อ เดือนแรม นามนี้ท่านย่าตั้งให้ด้วยหวังว่าชีวิตฉันจะสงบเย็นดังคืนเดือนแรม ทว่าเปล่าเลย…ชีวิตฉันกลับวุ่นวายราวพายุฤดูร้อนที่โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาใน “เรือนพระจันทร์แรม” แห่งนี้
เรือนพระจันทร์แรม…บ้านโบราณอายุกว่าร้อยปีที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างโดดเดี่ยว เรือนไม้สักสีดำทะมึนที่เคยเป็นสมบัติของตระกูลเก่าแก่ แต่กลับถูกทิ้งร้างไว้เนิ่นนาน จนกระทั่งฉันได้รับมรดกสิทธิ์ในการดูแลจากคุณป้าที่เสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน
ตอนแรก ฉันก็ไม่ได้อยากจะย้ายเข้ามาอยู่หรอกนะ ใครๆ ก็เตือนว่าเรือนนี้มีอาถรรพ์ มีเรื่องเล่าขานถึงวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ แต่ด้วยปัญหาทางการเงินที่รุมเร้า ประกอบกับความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว ฉันจึงตัดสินใจเดินทางมายังเรือนพระจันทร์แรมแห่งนี้
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสยองขวัญที่ฉันไม่มีวันลืมเลือน
คืนแรกที่ฉันเหยียบย่างเข้ามาในเรือน ความรู้สึกวังเวงก็ถาโถมเข้าใส่ทันที อากาศเย็นยะเยือกจนขนลุก ทั้งที่เดือนเมษายนควรจะร้อนอบอ้าว เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างดังโหยหวนราวเสียงคร่ำครวญของใครบางคน
ฉันพยายามข่มความกลัว เดินสำรวจเรือนไปทีละห้อง เฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนาเตอะ กลิ่นอับชื้นรุนแรงจนแสบจมูก ฝุ่นละอองจับตัวหนาจนมองแทบไม่เห็นพื้นไม้
“คงต้องใช้เวลาทำความสะอาดครั้งใหญ่” ฉันพึมพำกับตัวเอง พลางเปิดหน้าต่างระบายอากาศ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้อง ทำให้เห็นเงาตะคุ่มเคลื่อนไหวอยู่บนผนัง
ฉันสะดุ้งโหยง หันขวับไปมอง แต่ก็ไม่พบอะไร นอกจากเงาของกิ่งไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม
“คงคิดมากไปเอง” ฉันปลอบใจตัวเอง ก่อนจะเดินไปสำรวจห้องอื่นๆ ต่อ
ห้องที่น่าสนใจที่สุดคือห้องใต้ดิน มันถูกปิดตายด้วยแม่กุญแจสนิมเขรอะ ฉันต้องใช้คีมตัดโซ่ถึงจะเปิดมันได้
เมื่อเปิดประตูออก กลิ่นเหม็นอับรุนแรงก็พุ่งออกมาจนฉันต้องยกมือปิดจมูก ภายในห้องมืดสนิท ฉันคลำหาสวิตช์ไฟ แต่ก็ไม่พบ
“คงต้องลงไปแบบนี้แหละ” ฉันถอนหายใจ หยิบไฟฉายจากกระเป๋า แล้วค่อยๆ ก้าวลงบันไดไม้ที่ผุพัง
แสงไฟฉายสาดส่องไปทั่วห้องใต้ดิน เผยให้เห็นภาพที่น่าขนลุก ผนังห้องเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เหมือนมีใครพยายามจะหนีออกมาจากที่นี่ เครื่องทรมานโบราณวางเรียงรายอยู่ตามมุมห้อง โต๊ะไม้เก่าแก่มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่
“ที่นี่มัน…” ฉันอุทานเสียงแผ่วเบา ความกลัวเริ่มกัดกินจิตใจ
ทันใดนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาข้างหู
“ออกไป…”
ฉันสะดุ้งสุดตัว หันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใคร
“ใครน่ะ?” ฉันถามเสียงสั่น
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบที่น่าขนลุก
ฉันรีบสาวเท้าขึ้นจากห้องใต้ดิน ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา แล้ววิ่งขึ้นไปบนห้องนอน
ตลอดทั้งคืน ฉันนอนไม่หลับ เสียงลมหวีดหวิว เสียงไม้ลั่น เสียงกระซิบที่แว่วมาเป็นระยะๆ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตัดสินใจไปหา “ลุงหมอคง” หมอผีประจำหมู่บ้าน ลุงหมอคงเป็นคนแก่ใจดีที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ฉันหวังว่าลุงหมอคงจะช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับเรือนพระจันทร์แรมได้
“หนูเดือนแรม มาหาลุงมีอะไรหรือ?” ลุงหมอคงถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
ฉันเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลุงหมอคงฟัง ตั้งแต่เรื่องมรดก เรื่องอาถรรพ์ เรื่องห้องใต้ดิน และเรื่องเสียงกระซิบ
ลุงหมอคงฟังอย่างตั้งใจ เมื่อฉันเล่าจบ ลุงหมอคงก็ถอนหายใจออกมา
“เรือนพระจันทร์แรม…เป็นเรือนที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและน่าเศร้า” ลุงหมอคงกล่าว
“เรื่องราวเป็นยังไงคะ?” ฉันถามอย่างกระตือรือร้น
“เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เรือนนี้เป็นของ ‘คุณพระพิชัย’ ขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในสมัยนั้น คุณพระพิชัยเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต ชอบทรมานทาสและเชลยศึก” ลุงหมอคงเล่า
“คุณพระพิชัยมักจะจับทาสและเชลยศึกมาทรมานในห้องใต้ดินของเรือน บ้างก็ถูกเฆี่ยนตี บ้างก็ถูกถลกหนัง บ้างก็ถูกตัดคอ ว่ากันว่าเสียงคร่ำครวญของพวกเขายังคงดังก้องอยู่ในเรือนจนถึงทุกวันนี้”
“แล้ววิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในเรือนล่ะคะ?” ฉันถาม
“วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในเรือนมีหลายดวง ทั้งวิญญาณทาส วิญญาณเชลยศึก และวิญญาณของ ‘คุณหญิงแข’ ภรรยาของคุณพระพิชัย” ลุงหมอคงตอบ
“คุณหญิงแข?” ฉันทวนคำ
“คุณหญิงแขเป็นหญิงสาวที่งดงามและจิตใจดี แต่กลับต้องทนทุกข์ทรมานจากการกระทำของคุณพระพิชัย ว่ากันว่าคุณหญิงแขถูกคุณพระพิชัยกักขังไว้ในเรือน และถูกทรมานอย่างแสนสาหัส จนกระทั่ง…” ลุงหมอคงหยุดพูด
“จนกระทั่งอะไรคะ?” ฉันถามอย่างร้อนใจ
“จนกระทั่งคุณหญิงแขเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ” ลุงหมอคงตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“วิญญาณของคุณหญิงแขจึงยังคงวนเวียนอยู่ในเรือน เพื่อรอคอยการแก้แค้น”
ฉันฟังเรื่องราวของลุงหมอคงด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและสงสาร ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อไป
“หนูเดือนแรม…ลุงขอเตือนว่าอย่าประมาท” ลุงหมอคงกล่าว “วิญญาณในเรือนพระจันทร์แรมดุร้ายมาก หากหนูไม่ระวังตัว อาจจะได้รับอันตรายถึงชีวิต”
“แล้วหนูควรจะทำยังไงคะ?” ฉันถาม
“หนูต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณเหล่านั้น และต้องหาทางปลดปล่อยวิญญาณของคุณหญิงแข” ลุงหมอคงตอบ
“ปลดปล่อยวิญญาณของคุณหญิงแข?” ฉันทวนคำอย่างงุนงง
“ใช่…หนูต้องหาทางปลดปล่อยวิญญาณของคุณหญิงแขให้เป็นอิสระ หากหนูทำได้ วิญญาณอื่นๆ ก็จะสงบลง” ลุงหมอคงกล่าว
“แล้วหนูจะทำได้ยังไงคะ?” ฉันถาม
“ลุงไม่รู้…แต่ลุงเชื่อว่าหนูจะหาทางออกได้” ลุงหมอคงตอบ “ขอให้หนูโชคดี”
ฉันกลับมายังเรือนพระจันทร์แรมด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เรื่องราวของลุงหมอคงทำให้ฉันหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ฉันรู้สึกสงสารคุณหญิงแข ฉันอยากจะช่วยปลดปล่อยวิญญาณของคุณหญิงแขให้เป็นอิสระ
แต่ฉันจะทำได้อย่างไร?
ฉันเดินเข้าไปในห้องใต้ดินอีกครั้ง คราวนี้ฉันไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนเมื่อวาน แต่กลับรู้สึกสงสารและเห็นใจวิญญาณที่ถูกทรมานในห้องนี้
ฉันเดินสำรวจห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง พยายามมองหาร่องรอยหรือสิ่งของที่อาจจะเชื่อมโยงไปถึงคุณหญิงแข
ทันใดนั้นเอง สายตาของฉันก็ไปสะดุดกับกล่องไม้เก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่ง กล่องไม้ถูกล็อคด้วยกุญแจเล็กๆ ฉันพยายามเปิดมัน แต่ก็ไม่สำเร็จ
ฉันตัดสินใจใช้คีมตัดกุญแจออก เมื่อเปิดกล่องออก ฉันก็พบกับสิ่งของบางอย่างที่ทำให้ฉันถึงกับน้ำตาไหล
ในกล่องมีชุดไทยโบราณที่ทำจากผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปิ่นปักผมที่ทำจากทองคำและประดับด้วยไข่มุก และจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือที่งดงาม
ฉันหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน
“ถึง…สามีที่รัก
ดิฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยน้ำตาและความสิ้นหวัง ดิฉันไม่รู้ว่าท่านจะได้รับจดหมายฉบับนี้หรือไม่ แต่ดิฉันอยากจะบอกท่านว่าดิฉันรักท่านมากเหลือเกิน
ดิฉันรู้ว่าท่านเป็นคนดี ท่านถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ท่านไม่อยากทำ ดิฉันขอโทษที่ทำให้ท่านต้องทนทุกข์ทรมาน
ดิฉันขอให้ท่านจงเข้มแข็งและอดทน ดิฉันจะรอท่านอยู่ที่อีกฟากฟ้า
ด้วยรักและคิดถึง
แข”
ฉันอ่านจดหมายจนจบ น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม ฉันรู้สึกถึงความรักและความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ในจดหมายฉบับนี้
ฉันเชื่อแล้วว่าคุณหญิงแขเป็นคนดี และเธอไม่สมควรที่จะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในเรือนแห่งนี้
ฉันตัดสินใจที่จะช่วยปลดปล่อยวิญญาณของคุณหญิงแขให้เป็นอิสระ
แต่ฉันจะเริ่มต้นจากตรงไหน?
ทันใดนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาข้างหูอีกครั้ง
“ช่วย…ฉัน…”
เสียงกระซิบดังขึ้นใกล้ๆ ฉันหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใคร
“ใครน่ะ?” ฉันถามเสียงสั่น
“ช่วย…ฉัน…หา…ลูก…” เสียงกระซิบตอบ
“ลูก?” ฉันทวนคำอย่างงุนงง
“ลูก…ของ…ฉัน…” เสียงกระซิบขาดหายไป
ลูก…ลูกของคุณหญิงแข?
คุณหญิงแขมีลูกด้วยเหรอ?
แล้วลูกของคุณหญิงแขอยู่ที่ไหน?
ฉันต้องตามหาลูกของคุณหญิงแขให้เจอ เพื่อที่จะช่วยปลดปล่อยวิญญาณของคุณหญิงแขให้เป็นอิสระ
แต่ฉันจะเริ่มต้นจากตรงไหน?
ทันใดนั้นเอง ฉันก็สังเกตเห็นรอยเลือดเปื้อนอยู่บนพื้น รอยเลือดจางๆ เป็นทางยาวลากไปตามพื้น
ฉันเดินตามรอยเลือดไปเรื่อยๆ รอยเลือดนำพาฉันไปยังมุมหนึ่งของห้อง
ฉันก้มลงมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันคือ…ประตูเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังชั้นวางของ
ประตูเล็กๆ ที่ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นมาก่อน
ประตูเล็กๆ ที่อาจจะนำพาฉันไปสู่ความจริงที่น่าสะพรึงกลัว
ฉันเอื้อมมือไปเปิดประตู…