ทายาทมหาเศรษฐีกับเด็กกำพร้า
Chapter 1 — ทายาทมหาเศรษฐีกับเด็กกำพร้า
เสียงโทรศัพท์ดังแสบแก้วหูดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของห้องนอนหรูหรา ปลายฝน สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา เธอกวานมือคลำหาโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงด้วยความงัวเงีย ก่อนจะกดรับสายโดยไม่ทันได้ดูว่าเป็นใคร
“ว่าไง…” เสียงเธอแหบพร่าจากการนอนหลับ
“คุณปลายฝนคะ นี่เลขาของท่านประธานค่ะ ท่านประธานต้องการพบคุณด่วนที่สุดที่บริษัท ตอนนี้เลยค่ะ” เสียงเลขาปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
ปลายฝนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ตอนนี้เลยเหรอคะ? นี่มันเพิ่งตีห้าเองนะคะ”
“ค่ะ ท่านประธานกำชับว่าให้คุณไปพบท่านที่บริษัทภายในครึ่งชั่วโมงนี้ หากคุณไม่ไป ท่านบอกว่าจะถือว่าคุณผิดสัญญา” เลขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
สิ้นเสียงเลขา ปลายฝนก็รีบลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ เธอรีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคิดในใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมท่านประธานถึงต้องการพบเธอในเวลาที่ผิดปกติเช่นนี้
ปลายฝน เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาในสถานสงเคราะห์ เธอได้รับการอุปการะจากตระกูลอัครมหาเศรษฐี “อัครวรการ” เมื่ออายุได้ 18 ปี ตระกูลนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการธุรกิจของประเทศไทย พวกเขามีธุรกิจมากมาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมหรู และห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั่วประเทศ
ท่านประธานของตระกูลอัครวรการ คือ คุณพลวัต อัครวรการ ชายวัย 60 ปี ที่มีบุคลิกเคร่งขรึมและเฉียบขาด เขาเป็นผู้ที่ตัดสินใจรับปลายฝนมาอุปการะ และให้โอกาสทางการศึกษาแก่เธอ ปลายฝนรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของท่านประธานเป็นอย่างมาก เธอตั้งใจเรียนและทำงานอย่างหนัก เพื่อตอบแทนความเมตตาของท่าน
หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ปลายฝนได้เข้าทำงานในบริษัทอัครวรการกรุ๊ป ในตำแหน่งเลขานุการของท่านประธาน เธอทำงานอย่างขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบสูง จนได้รับความไว้วางใจจากท่านประธานเป็นอย่างมาก
ปลายฝนใช้เวลาเพียง 20 นาทีในการแต่งตัวและเดินทางมาถึงบริษัทอัครวรการกรุ๊ป เธอรีบขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุด ซึ่งเป็นห้องทำงานของท่านประธาน เมื่อเธอมาถึงหน้าห้อง เลขาของท่านประธานก็รอต้อนรับเธออยู่แล้ว
“คุณปลายฝน มาแล้วเหรอคะ ท่านประธานรออยู่ในห้องแล้วค่ะ” เลขาบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ปลายฝนพยักหน้าและเดินเข้าไปในห้องทำงานของท่านประธาน เธอเห็นคุณพลวัตนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมกว่าปกติ
“สวัสดีค่ะท่านประธาน มีอะไรให้ปลายฝนรับใช้คะ” ปลายฝนกล่าวทักทายด้วยความเคารพ
คุณพลวัตเงยหน้าขึ้นมองปลายฝนด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “ปลายฝน เธอทำงานกับฉันมานานแล้ว ฉันไว้ใจเธอมาก”
“ค่ะ ท่านประธาน ปลายฝนทราบดีค่ะ” ปลายฝนตอบ
“ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะให้เธอทำ” คุณพลวัตพูดต่อ “เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และฉันเชื่อว่าเธอจะทำได้”
“ท่านประธานสั่งมาได้เลยค่ะ ปลายฝนยินดีทำทุกอย่างเพื่อท่าน” ปลายฝนตอบด้วยความมั่นใจ
คุณพลวัตลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าปลายฝน เขามองเธอด้วยสายตาที่จริงจัง “ฉันต้องการให้เธอแต่งงานกับหลานชายของฉัน”
ปลายฝนถึงกับตกตะลึงกับคำพูดของคุณพลวัต เธอไม่คาดคิดว่าท่านประธานจะขอให้เธอทำเรื่องเช่นนี้ “แต่งงาน… กับหลานชายของท่านประธานเหรอคะ?”
“ใช่” คุณพลวัตตอบ “หลานชายของฉันชื่อ ภูผา เขาเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลอัครวรการ แต่เขามีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจธุรกิจของครอบครัว และชอบใช้ชีวิตเสเพล ฉันต้องการให้เธอแต่งงานกับเขา เพื่อดัดนิสัยเขา และช่วยให้เขาหันมาสนใจธุรกิจของครอบครัว”
ปลายฝนรู้สึกสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไร เธอไม่เคยคิดเรื่องการแต่งงานมาก่อน และยิ่งไม่เคยคิดว่าจะต้องแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รัก “แต่ว่า… ปลายฝนไม่เคยรู้จักหลานชายของท่านประธานเลยนะคะ”
“เธอไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น” คุณพลวัตพูด “ฉันจะจัดการทุกอย่างเอง เธอแค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอ”
“ท่านประธานกำลังขอให้ปลายฝนแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จัก เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตระกูลเหรอคะ?” ปลายฝนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ใช่” คุณพลวัตตอบอย่างตรงไปตรงมา “ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเธอ แต่ฉันเชื่อว่าเธอจะทำได้ เธอเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ และฉันมั่นใจว่าเธอจะสามารถเปลี่ยนหลานชายของฉันได้”
ปลายฝนเงียบไปครู่หนึ่ง เธอพยายามคิดหาทางออกให้กับเรื่องนี้ เธอรู้ว่าการปฏิเสธคำขอของคุณพลวัตอาจจะทำให้เธอต้องออกจากตระกูลอัครวรการ และสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมี แต่การแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้รักก็เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าที่เธอจะทำใจได้
“ปลายฝนขอเวลาคิดหน่อยได้ไหมคะ” ปลายฝนขอร้อง
คุณพลวัตพยักหน้า “ฉันให้เวลาเธอถึงพรุ่งนี้เช้า ถ้าเธอตกลง ฉันจะให้เธอทุกอย่างที่เธอต้องการ แต่ถ้าเธอปฏิเสธ…” เขาเว้นวรรค “…เธอจะต้องออกจากตระกูลอัครวรการไป”
ปลายฝนกลับมาที่ห้องพักด้วยความรู้สึกสับสนและสิ้นหวัง เธอไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอเดินไปที่ระเบียงห้องและมองออกไปยังทิวทัศน์ของเมืองกรุงเทพฯ ในยามเช้า แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมาบนตึกสูงระฟ้า แต่ในใจของเธอกลับมืดมนและอ้างว้าง
เธอคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของเธอ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้ เธอไม่เคยมีครอบครัว ไม่เคยมีใครรักและดูแล จนกระทั่งเธอได้รับการอุปการะจากตระกูลอัครวรการ ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป เธอได้รับการศึกษาที่ดี มีงานทำ และมีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่ตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง เธอจะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอะไร ระหว่างความสุขของตัวเอง กับบุญคุณที่เธอมีต่อตระกูลอัครวรการ
ในขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและพบว่าเป็นสายจากคุณพลวัต
“ว่าไงคะท่านประธาน” ปลายฝนรับสายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า
“ฉันมีอะไรจะบอกเธออีกอย่าง” คุณพลวัตพูด “หลานชายของฉันกำลังจะเดินทางกลับมาจากต่างประเทศในวันนี้ และฉันต้องการให้เธอไปรับเขาที่สนามบิน”
“อะไรนะคะ? ให้ปลายฝนไปรับเขาที่สนามบินเหรอคะ?” ปลายฝนถามด้วยความตกใจ
“ใช่” คุณพลวัตตอบ “ฉันต้องการให้เธอทำความรู้จักกับเขา และฉันอยากจะรู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขา”
“แต่ว่า…” ปลายฝนพยายามจะปฏิเสธ แต่คุณพลวัตก็พูดแทรกขึ้นมา
“ฉันไม่รับฟังคำปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น” คุณพลวัตพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เธอต้องไปรับเขาที่สนามบิน และฉันจะรอฟังความคิดเห็นของเธอ”
คุณพลวัตตัดสายไป ปลายฝนยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ เธอไม่รู้จะทำอย่างไร เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกผลักดันให้เข้าไปสู่สถานการณ์ที่เธอไม่ต้องการ
เธอไม่รู้ว่าหลานชายของคุณพลวัตเป็นคนอย่างไร แต่เธอรู้ว่าเธอไม่ต้องการแต่งงานกับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่เธอไม่รู้จักและไม่ได้รัก
แต่เธอจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ได้รับการอุปการะจากตระกูลอัครวรการ เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำขอของพวกเขา
ปลายฝนมองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มสดใสขึ้น เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และตัดสินใจว่าเธอจะต้องไปรับหลานชายของคุณพลวัตที่สนามบิน เธอจะต้องทำตามที่ท่านประธานสั่ง และหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะออกจากห้องพัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ปลายฝนเดินไปเปิดประตูและพบว่าคนที่ยืนอยู่หน้าห้องคือเลขาของท่านประธาน
“คุณปลายฝนคะ ท่านประธานให้ดิฉันนำสิ่งนี้มาให้คุณค่ะ” เลขายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้แก่ปลายฝน
ปลายฝนรับซองเอกสารมาด้วยความสงสัย “นี่คืออะไรเหรอคะ?”
“ท่านประธานบอกว่าให้คุณเปิดดูข้างในค่ะ” เลขาตอบ
ปลายฝนเปิดซองเอกสารออกและพบกับเอกสารหลายแผ่น เธอเริ่มอ่านเอกสารเหล่านั้นอย่างละเอียด และเมื่อเธออ่านจบ เธอก็ถึงกับทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความตกใจ
ในเอกสารเหล่านั้นคือ สัญญาการแต่งงานระหว่างเธอกับภูผา อัครวรการ พร้อมทั้งเงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ… ข้อความที่ระบุว่า หากเธอปฏิเสธการแต่งงาน เธอจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับตระกูลอัครวรการเป็นจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เธอไม่มีวันหาได้
ปลายฝนรู้แล้วว่าเธอไม่มีทางเลือก เธอถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับภูผา อัครวรการ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ… การแต่งงานครั้งนี้จะนำพาเธอไปสู่เรื่องราวที่ซับซ้อนและอันตรายกว่าที่เธอคิดไว้มากนัก