กลิ่นหอมจางจางของดอกปีบในคืนพระจันทร์เต็มดวง
Chapter 1 — กลิ่นหอมจางจางของดอกปีบในคืนพระจันทร์เต็มดวง
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทำลายความเงียบสงัดของรัตติกาล กระสุนเจาะทะลุร่างของชายที่ฉันรักสุดหัวใจ เลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ของฉัน ราวกับภาพฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่ยอมจางหายไปจากความทรงจำ
ฉันชื่อ รินรดา วงศ์ไพศาล ลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัววรงค์ ผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคเหนือ ชีวิตของฉันควรจะราบรื่น สวยงาม เหมือนดั่งดอกไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ส่งฉันเข้ามาพัวพันกับโลกอันโหดร้ายของมาเฟีย
ตระกูลวงศ์ไพศาลของฉันทำธุรกิจสีเทามาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย สืบทอดกันมาจนถึงรุ่นพ่อ ธุรกิจหลักของเราคือการค้าไม้สัก แต่เบื้องหลังกลับมีธุรกิจผิดกฎหมายมากมาย ทั้งยาเสพติด การพนัน และการค้าอาวุธ
ฉันไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มากนัก ฉันถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นกุลสตรีที่ดี เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เตรียมตัวที่จะแต่งงานกับคนที่เหมาะสม แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อฉันได้พบกับ ชนาธิป ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นและดวงตาที่แสนเศร้า
ชนาธิปเป็นลูกชายของเจ้าของไร่องุ่นชื่อดังในจังหวัดเชียงราย เราพบกันครั้งแรกในงานเลี้ยงของเพื่อนสนิท ฉันตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็น เขาเป็นคนอ่อนโยน ใจดี และมีความคิดสร้างสรรค์ เราใช้เวลาด้วยกันทุกวัน พูดคุยกันทุกเรื่อง จนกระทั่งความรักของเราเบ่งบาน
พ่อของฉันไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของเรา ท่านบอกว่าชนาธิปไม่ใช่คนของตระกูลเรา ท่านต้องการให้ฉันแต่งงานกับลูกชายของนักธุรกิจใหญ่ เพื่อเสริมสร้างอำนาจและผลประโยชน์ แต่ฉันไม่สนใจ ฉันยืนยันที่จะแต่งงานกับชนาธิป
ในที่สุดพ่อก็ยอมอ่อนข้อให้ แต่มีข้อแม้ว่า ชนาธิปจะต้องเข้ามาทำงานในบริษัทของท่าน และต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าคู่ควรกับฉัน ชนาธิปตกลงโดยไม่ลังเล เขาบอกว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อฉัน
ชนาธิปเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด เขาทำงานหนักมาก พยายามเรียนรู้ทุกอย่างให้เร็วที่สุด เขาเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบ ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากพ่อของฉันมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่แล้ววันหนึ่ง ชนาธิปก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ฉันใจหายวาบ รีบโทรศัพท์หาเขา แต่ไม่มีคนรับ ฉันเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
ฉันรีบไปหาพ่อ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อบอกว่าชนาธิปทรยศบริษัท ขโมยข้อมูลสำคัญไปขายให้กับคู่แข่ง พ่อสั่งให้คนตามล่าตัวเขา
ฉันไม่เชื่อ ฉันรู้ว่าชนาธิปไม่มีทางทำแบบนั้น เขาไม่ใช่คนแบบนั้น ฉันตัดสินใจออกตามหาเขาด้วยตัวเอง
ฉันสืบจนรู้ว่า ชนาธิปถูกลักพาตัวไปซ่อนไว้ที่โกดังร้างแห่งหนึ่ง ฉันรีบไปที่นั่นทันที
เมื่อไปถึง ฉันเห็นชนาธิปถูกมัดติดกับเก้าอี้ เขาอยู่ในสภาพสะบักสะบอม มีรอยฟกช้ำตามร่างกาย
“รินรดา เธอมาที่นี่ทำไม” ชนาธิปถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ฉันมาช่วยเธอ” ฉันตอบ
“กลับไปเถอะ ที่นี่มันอันตราย”
“ไม่ ฉันจะไม่ทิ้งเธอ”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงปืนดังขึ้น กระสุนพุ่งตรงมาที่ชนาธิป ฉันรีบกระโดดเข้าไปขวาง แต่ไม่ทัน กระสุนเจาะทะลุร่างของชนาธิป
“ไม่!” ฉันกรีดร้อง
ชนาธิปล้มลงในอ้อมกอดของฉัน เลือดไหลออกมาจากบาดแผลเป็นจำนวนมาก
“รินรดา ฉันรักเธอ” ชนาธิปพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ฉันก็รักเธอ” ฉันตอบทั้งน้ำตา
ชนาธิปหลับตาลงอย่างสงบ ฉันกอดร่างของเขาไว้แน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม
หลังจากงานศพของชนาธิป ฉันก็ตัดสินใจที่จะสืบหาความจริง ฉันต้องการรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าเขา และทำไมเขาถึงถูกกล่าวหาว่าทรยศบริษัท
ฉันเริ่มสืบจากคนใกล้ชิดของชนาธิป ทั้งเพื่อนร่วมงานและญาติพี่น้อง ฉันพบว่า ชนาธิปกำลังสืบสวนเรื่องการทุจริตในบริษัท เขาพบหลักฐานสำคัญที่สามารถเอาผิดผู้บริหารระดับสูงได้
ฉันเชื่อว่า ชนาธิปถูกฆ่าเพื่อปิดปาก เขาเป็นคนดีเกินไปที่จะอยู่ในโลกอันโหดร้ายใบนี้
ฉันตัดสินใจที่จะแก้แค้นให้ชนาธิป ฉันจะเปิดโปงความชั่วร้ายของคนที่ฆ่าเขา และจะทำให้พวกมันได้รับผลกรรมที่ก่อไว้
ฉันเริ่มวางแผนอย่างรอบคอบ ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทำอะไรคนเดียวได้ ฉันต้องการความช่วยเหลือ
ฉันนึกถึงคนคนหนึ่ง คนที่เคยช่วยเหลือฉันไว้เมื่อตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก คนที่ฉันไว้ใจมากที่สุด
เขาชื่อ คิมหันต์ เป็นลูกชายของเพื่อนสนิทของพ่อ เขาเป็นมาเฟียหนุ่มที่ทรงอิทธิพลในกรุงเทพฯ เขาเป็นคนฉลาด เก่งกาจ และโหดเหี้ยม
ฉันไม่เคยติดต่อกับเขามานานหลายปีแล้ว แต่ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยฉันได้
ฉันตัดสินใจเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อขอความช่วยเหลือจากเขา
เมื่อไปถึงกรุงเทพฯ ฉันตรงไปยังบ้านพักของคิมหันต์ มันเป็นบ้านหลังใหญ่โต หรูหรา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ฉันกดกริ่งหน้าบ้าน รออยู่ครู่หนึ่ง ก็มีคนเปิดประตูออกมา เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดสูทสีดำ
“คุณมาพบใครครับ” ชายคนนั้นถาม
“ฉันมาพบคิมหันต์” ฉันตอบ
ชายคนนั้นมองฉันด้วยสายตาเย็นชา “คุณเป็นใครครับ”
“ฉันชื่อ รินรดา”
ชายคนนั้นพยักหน้า “รอสักครู่นะครับ”
ชายคนนั้นหายเข้าไปข้างใน ไม่นานก็กลับออกมา
“เชิญครับ คุณคิมหันต์รออยู่”
ฉันเดินตามชายคนนั้นเข้าไปข้างใน บ้านตกแต่งอย่างหรูหรา มีภาพวาดราคาแพงประดับอยู่ตามผนัง
ฉันเดินเข้าไปในห้องทำงานของคิมหันต์ เขาหันหลังให้ฉัน มองออกไปนอกหน้าต่าง
“สวัสดี รินรดา ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” คิมหันต์ทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คิมหันต์ ฉันมีเรื่องให้ช่วย” ฉันตอบ
คิมหันต์หันกลับมามองฉัน เขายังคงหล่อเหลาเหมือนเดิม ดวงตาของเขาคมกริบเหมือนเหยี่ยว
“ว่ามาสิ” คิมหันต์พูด
ฉันเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง ตั้งแต่การพบรักกับชนาธิป การถูกฆาตกรรม และความต้องการที่จะแก้แค้น
คิมหันต์ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ขัดจังหวะ จนกระทั่งฉันเล่าจบ
“ฉันจะช่วยเธอ” คิมหันต์พูด
ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ขอบคุณมาก”
“แต่มีข้อแม้” คิมหันต์พูดต่อ
ฉันขมวดคิ้ว “ข้อแม้อะไร”
“เธอต้องแต่งงานกับฉัน” คิมหันต์ตอบ
ฉันตกตะลึง “อะไรนะ”
“แต่งงานกับฉัน แล้วฉันจะช่วยเธอแก้แค้น” คิมหันต์ย้ำ
ฉันไม่รู้จะตอบอย่างไร ฉันไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานกับคิมหันต์มาก่อน เขาเป็นมาเฟีย เป็นคนที่ฉันไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่น ฉันต้องการแก้แค้นให้ชนาธิป ฉันต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ความยุติธรรมกลับคืนมา
“ฉันขอเวลาคิด” ฉันพูด
“ฉันให้เวลาเธอถึงพรุ่งนี้เช้า” คิมหันต์ตอบ
ฉันเดินออกจากบ้านของคิมหันต์ด้วยความรู้สึกสับสน ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
ฉันจะแต่งงานกับมาเฟียเพื่อแก้แค้นให้คนที่ฉันรักได้จริงหรือ…