ตำนานผีกระสือแห่งบ้านโคกระรอก
Chapter 1 — ตำนานผีกระสือแห่งบ้านโคกระรอก
กลิ่นสาบโคลนและไอเค็มของน้ำทะเลสาบซัดเข้าจมูก พาให้ขนอ่อนลุกชัน สองเท้าของ ‘นวลจันทร์’ ย่ำลงบนผืนดินเลนที่เฉอะแฉะ แสงตะวันยามอัสดงสาดเป็นสีเลือดฉานบนผิวน้ำ บรรยากาศชวนขนหัวลุกอย่างประหลาด นวลจันทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พลางคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดมหันต์ที่เดินทางมายัง ‘บ้านโคกกระรอก’ แห่งนี้
บ้านโคกกระรอก… หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าชายเลนอันเงียบสงบ ห่างไกลจากความเจริญและผู้คนภายนอก นวลจันทร์ได้รับการติดต่อจากทนายความประจำตระกูล แจ้งว่าเธอได้รับมรดกเป็นบ้านเก่าแก่หลังหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้ บ้านที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน บ้านที่ไม่มีใครในครอบครัวเคยเอ่ยถึง
ความอยากรู้อยากเห็น และความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ดลใจให้นวลจันทร์ตัดสินใจเดินทางมายังบ้านโคกกระรอกแห่งนี้ เธออยากรู้ว่าบ้านหลังนี้มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงถูกทิ้งร้างไว้ และทำไมไม่มีใครในครอบครัวเคยพูดถึงมันเลย
แต่ทันทีที่นวลจันทร์ก้าวเท้าเข้ามาในหมู่บ้าน เธอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ สายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังเธอนั้นเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ราวกับว่าเธอกำลังรุกล้ำเข้าไปในดินแดนที่ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า
“สวัสดีค่ะ” นวลจันทร์เอ่ยทักทายหญิงชราคนหนึ่งที่นั่งทอผ้าอยู่หน้าบ้าน หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะก้มหน้าลงทอผ้าต่อไปโดยไม่ตอบรับ
นวลจันทร์พยายามถามทางไปยังบ้านที่เธอได้รับมรดกจากชาวบ้านหลายคน แต่ทุกคนกลับปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล บางคนเดินหนีไปเสียเฉยๆ บางคนส่ายหน้าและบอกว่าไม่รู้จักบ้านหลังนั้น
ในที่สุด นวลจันทร์ก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยอมให้ความช่วยเหลือ เขาชื่อ ‘ทิน’ เป็นชาวบ้านโคกกระรอกที่ดูเป็นมิตรและเปิดเผยมากกว่าคนอื่นๆ ทินบอกว่าบ้านที่นวลจันทร์ได้รับมรดกนั้นตั้งอยู่ริมน้ำ เป็นบ้านเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘เรือนเจ้าที่’
“เรือนเจ้าที่?” นวลจันทร์ทวนคำอย่างสงสัย
“ใช่ครับ” ทินตอบ “เป็นบ้านที่ศักดิ์สิทธิ์และน่ากลัว ชาวบ้านเชื่อกันว่ามีวิญญาณสิงสถิตอยู่ ไม่มีใครกล้าเข้าไปในบ้านหลังนั้น”
คำพูดของทินทำให้นวลจันทร์รู้สึกขนลุก แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็มีมากกว่าความกลัว เธอตัดสินใจให้ทินพาเธอไปยังเรือนเจ้าที่
และตอนนี้ นวลจันทร์ก็ยืนอยู่หน้าเรือนเจ้าที่จริงๆ บ้านไม้เก่าแก่ที่ทรุดโทรม ปลวกกินจนผุพัง หลังคาเอียงกระเท่เร่ ราวกับพร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ รอบๆ บ้านเต็มไปด้วยต้นไม้รกชัฏ บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง
“ผมส่งคุณได้แค่นี้แหละครับ” ทินพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “ผมไม่กล้าเข้าไปใกล้กว่านี้แล้ว”
นวลจันทร์พยักหน้าเข้าใจ เธอรู้ว่าทินคงหวาดกลัวเรือนเจ้าที่จริงๆ “ขอบคุณมากนะทิน ที่พามาส่ง”
ทินรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นวลจันทร์ยืนอยู่คนเดียวหน้าเรือนเจ้าที่
นวลจันทร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในเขตบ้าน เธอเดินผ่านซากปรักหักพังของรั้วไม้ที่ล้มระเนระนาด เดินผ่านสวนที่เต็มไปด้วยวัชพืชที่ขึ้นรกจนแทบมองไม่เห็นทาง
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน นวลจันทร์ก็ต้องตกตะลึงกับสภาพที่ทรุดโทรมของมัน ประตูไม้บานใหญ่ผุพังจนเป็นรูโหว่ บานพับขึ้นสนิมเขรอะ ราวกับไม่ได้ถูกเปิดมานานนับสิบปี
นวลจันทร์เอื้อมมือไปสัมผัสประตูไม้ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมา เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ผลักประตูเข้าไปอย่างช้าๆ
เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังสนั่นก้องไปทั่วบริเวณ นวลจันทร์ก้าวเท้าเข้าไปในตัวบ้าน แสงสลัวรำไรลอดผ่านช่องโหว่ของหลังคาลงมา ทำให้มองเห็นภายในบ้านได้ลางๆ
บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่นวลจันทร์คิด มีห้องหับมากมายที่เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินแคบๆ เฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนาเตอะ ฝุ่นละอองจับเกรอะกรังไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบเก่าโชยมาเตะจมูก ทำให้นวลจันทร์รู้สึกคลื่นไส้ เธอพยายามกลั้นหายใจและเดินสำรวจบ้านต่อไป
ในห้องนั่งเล่น นวลจันทร์พบกับภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนัง ภาพวาดเป็นรูปของหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมชุดไทยโบราณ ใบหน้าของหญิงสาวงดงามราวกับเทพธิดา แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
นวลจันทร์จ้องมองภาพวาดด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความประหลาดใจ ความสงสัย และความเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเธอรู้จักหญิงสาวในภาพวาดเป็นการส่วนตัว
“เธอเป็นใครกัน?” นวลจันทร์พึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้นเอง นวลจันทร์ก็ได้ยินเสียงกระซิบแว่วมา เสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน เสียงที่ดังมาจากที่ไหนสักแห่งในบ้าน
“ช่วย… ฉัน…”
นวลจันทร์สะดุ้งโหยง หันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่พบใครเลยในห้อง
“ใครน่ะ?” นวลจันทร์ถามออกไป แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
นวลจันทร์คิดว่าตัวเองคงหูฝาดไปเอง เธอพยายามทำใจให้สงบและเดินสำรวจบ้านต่อไป
ในห้องนอนใหญ่ นวลจันทร์พบกับเตียงไม้สี่เสาที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว เตียงที่ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกใช้งานมานานหลายปี บนหัวเตียงมีรูปถ่ายเก่าๆ วางอยู่ รูปถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงครอบครัวครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่ลูกที่ดูมีความสุข
นวลจันทร์หยิบรูปถ่ายขึ้นมาดูใกล้ๆ เธอจำได้ว่าเคยเห็นรูปถ่ายนี้มาก่อน ที่บ้านของคุณยายของเธอ รูปถ่ายที่ถูกเก็บไว้ในกล่องเก่าๆ รูปถ่ายที่เธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้แตะต้อง
ผู้หญิงในรูปถ่ายคือหญิงสาวในภาพวาดสีน้ำมัน และเด็กหญิงตัวน้อยในรูปถ่ายก็คือนวลจันทร์เอง
นวลจันทร์ตกตะลึง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมรูปถ่ายของเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่เคยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านหลังนี้เลย
ทันใดนั้นเอง นวลจันทร์ก็ได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง เสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม เสียงที่ชัดเจนกว่าเดิม
“ช่วย… ฉัน… ออกไป…”
เสียงกระซิบดังมาจากใต้เตียง นวลจันทร์ค่อยๆ ก้มลงมองใต้เตียง เธอเห็นเพียงความมืดมิดและความว่างเปล่า
“ใครน่ะ? ใครอยู่ตรงนั้น?” นวลจันทร์ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ช่วย… ฉัน… ออกไป… จากที่นี่…”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังจนนวลจันทร์รู้สึกเหมือนมีใครมากระซิบข้างหู เธอรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
นวลจันทร์ตัดสินใจคลานเข้าไปใต้เตียง เธอต้องการรู้ว่าใครเป็นคนส่งเสียงกระซิบ เธอต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้
เมื่อคลานเข้าไปใต้เตียง นวลจันทร์ก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น ตรงมุมห้องใต้เตียง มีประตูเล็กๆ ซ่อนอยู่ ประตูที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
ประตูถูกปิดสนิทด้วยกุญแจคล้องขนาดใหญ่ นวลจันทร์พยายามผลักประตู แต่ก็ไม่สามารถเปิดมันได้
“มีใครอยู่ข้างในไหม?” นวลจันทร์ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ช่วย… ฉัน…” เสียงกระซิบตอบกลับมา
นวลจันทร์พยายามมองลอดช่องประตูเข้าไป แต่ก็เห็นเพียงความมืดมิด เธอไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างในประตูบานนั้น เธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งเสียงกระซิบ
แต่เธอรู้ว่าเธอต้องเปิดประตูบานนี้ให้ได้ เธอต้องช่วยคนที่อยู่ข้างในนั้นให้ได้
นวลจันทร์ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องนอน เธอเดินไปยังห้องครัวและเริ่มค้นหาเครื่องมือที่จะใช้เปิดประตู
ในที่สุด เธอก็พบกับขวานเล่มใหญ่ที่วางพิงอยู่ข้างเตาไฟ นวลจันทร์หยิบขวานขึ้นมาและเดินกลับไปยังห้องนอน
เธอเงื้อขวานขึ้นสูงและฟันลงไปที่กุญแจคล้องอย่างแรง เสียงดังสนั่นก้องไปทั่วทั้งบ้าน
กุญแจคล้องขาดกระเด็น นวลจันทร์เปิดประตูออกอย่างช้าๆ
สิ่งที่นวลจันทร์เห็นหลังจากเปิดประตู ทำให้เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีอะไรแบบนี้ซ่อนอยู่ใต้เตียงของเธอ
ใต้เตียงไม่ได้เป็นเพียงแค่ห้องใต้ดินธรรมดา แต่เป็นทางลงสู่ห้องลับที่ลึกลงไปใต้ดิน ทางลงที่มืดมิดและน่ากลัว
นวลจันทร์ไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอเธออยู่ข้างล่างนั้น แต่เธอรู้ว่าเธอต้องลงไป เธอต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้ เธอต้องช่วยคนที่ส่งเสียงกระซิบขอความช่วยเหลือ
นวลจันทร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และก้าวลงสู่ทางลงใต้ดิน
ทันทีที่เท้าของเธอสัมผัสกับพื้นดินเบื้องล่าง เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ เสียงที่ดังมาจากที่ไหนสักแห่งในความมืด เสียงที่ทำให้นวลจันทร์รู้สึกขนหัวลุกซู่ไปทั้งตัว
และในขณะนั้นเอง ไฟในบ้านก็ดับลง นวลจันทร์ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมทุกสิ่ง เสียงกรีดร้องยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
นวลจันทร์ไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง
แต่เธอรู้ว่าการเดินทางของเธอเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น