ลมหายใจของจ้าวแห่งเงา
Chapter 1 — ลมหายใจของจ้าวแห่งเงา
เสียงครวญครางแหบแห้งดังระงมก้องอยู่ในห้วงความคิดของขุนทราย ราวกับเสียงกระซิบจากปีศาจร้ายที่คอยกัดกินจิตใจของเขาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ภาพความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเดิมอย่างแช่มช้า
ขุนทรายลืมตาขึ้น แสงตะวันยามเช้าสาดส่องเข้ามาในกระโจมอย่างแรงกล้า แสงสีทองอร่ามนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวและความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจของเขาให้ลึกยิ่งกว่าเดิม
เขาพลิกตัวลุกขึ้นจากที่นอน คว้าผ้าคลุมสีดำสนิทมาสวมใส่ ร่างกายของเขาผ่ายผอมและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวคู่นั้นฉายแววความเศร้าหมองและความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
ขุนทรายคือบุรุษผู้ถูกขนานนามว่าเป็น “จ้าวแห่งเงา” นักรบผู้เก่งกาจที่สามารถควบคุมพลังแห่งความมืดได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่พลังอันยิ่งใหญ่นั้นกลับต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและความสูญเสียที่เกินกว่าใครจะหยั่งถึงได้
เขาเดินออกจากกระโจมและกวาดสายตามองไปยังหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล หมู่บ้านแห่งนี้คือ “โอเอซิสแห่งความหวัง” สถานที่ซึ่งผู้คนจากทั่วสารทิศมารวมตัวกันเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่สำหรับขุนทรายแล้ว ที่แห่งนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากกรงขังขนาดใหญ่ที่คอยกักขังเขาไว้กับอดีตอันแสนเจ็บปวด
“อรุณสวัสดิ์ ขุนทราย” เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านหลัง ขุนทรายหันกลับไปมองและพบกับหญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่ง นางมีนามว่า “ดาริกา” หญิงสาวผู้มีดวงตาสดใสราวกับแสงดาว และรอยยิ้มที่สามารถทำให้หัวใจของใครหลายคนอบอุ่นขึ้นได้
“อรุณสวัสดิ์ ดาริกา” ขุนทรายตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านดูไม่ค่อยสบายเลยนะ มีอะไรรบกวนจิตใจท่านหรือเปล่า” ดาริกาถามด้วยความเป็นห่วง
ขุนทรายส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก ข้าสบายดี”
ดาริกาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของขุนทรายอย่างพิจารณา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ท่านไม่ต้องโกหกข้าหรอก ข้ารู้ว่าท่านกำลังทุกข์ใจ”
ขุนทรายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าแค่คิดถึง…” เขาเว้นช่วงคำพูด “คิดถึงคนที่ข้ารัก”
ดาริกาเข้าใจความรู้สึกของขุนทรายเป็นอย่างดี นางรู้ว่าขุนทรายเคยสูญเสียคนรักไปในการต่อสู้เมื่อหลายปีก่อน และความทรงจำอันเลวร้ายนั้นก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ท่านต้องเข้มแข็งนะ ขุนทราย” ดาริกากล่าว “ท่านยังมีพวกเรา ท่านไม่ได้อยู่คนเดียว”
ขุนทรายพยักหน้า “ข้ารู้ ขอบคุณเจ้ามาก”
“ไม่เป็นไร” ดาริกายิ้มให้ขุนทราย “ถ้าท่านต้องการอะไร บอกข้าได้เสมอ”
ดาริกาเดินจากไป ขุนทรายมองตามหลังนางไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกผิดที่ต้องให้นางมาเป็นห่วงเขาอยู่เสมอ
ขุนทรายเดินไปยังโรงเตี๊ยมเก่าแก่แห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เขาใช้เป็นที่พักพิงและพบปะผู้คน โรงเตี๊ยมแห่งนี้บริหารงานโดยชายชราผู้มีนามว่า “ลุงคำ” ลุงคำเป็นชายร่างใหญ่ใจดีที่คอยดูแลขุนทรายมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก
“อ้าว ขุนทราย มาแต่เช้าเลยนะ วันนี้มีอะไรรึเปล่า” ลุงคำทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ไม่มีอะไรหรอกลุง ข้าแค่อยากมานั่งพักผ่อน” ขุนทรายตอบ
“ตามสบายเลย” ลุงคำกล่าว “วันนี้ข้ามีเหล้าสูตรพิเศษที่เพิ่งหมักเสร็จใหม่ๆ ลองชิมดูไหม”
“ขอบคุณ แต่ข้าไม่ดื่ม” ขุนทรายปฏิเสธ
“เอาน่า ลองหน่อยเถอะ” ลุงคำคะยั้นคะยอ “รับรองว่าดื่มแล้วจะลืมความทุกข์ไปเลย”
“ข้าไม่ต้องการลืมความทุกข์” ขุนทรายตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าต้องการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน”
ลุงคำมองหน้าขุนทรายอย่างเข้าใจ “เจ้าเป็นคนที่เข้มแข็งมาก ขุนทราย” เขากล่าว “ข้าเชื่อว่าเจ้าจะผ่านพ้นทุกสิ่งไปได้”
ขุนทรายพยักหน้า “ขอบคุณลุง”
ขุนทรายนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งและสั่งชามาดื่ม เขาจิบชาอย่างช้าๆ และปล่อยให้ความคิดของเขาไหลล่องไปตามสายลม
ทันใดนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านนอกโรงเตี๊ยม ขุนทรายวางถ้วยชาลงและลุกขึ้นเดินออกไปดู เขาพบว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังยืนโต้เถียงกับชาวบ้านอยู่
“พวกเจ้าต้องการอะไร” ขุนทรายถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหันมามองขุนทรายด้วยสายตาเหยียดหยาม “พวกข้ามาทวงหนี้” เขากล่าว “พวกชาวบ้านที่นี่ติดหนี้พวกข้าอยู่”
“หนี้อะไร” ขุนทรายถาม
“หนี้ชีวิต” ชายฉกรรจ์ตอบ “พวกชาวบ้านที่นี่เคยทรยศพวกข้า พวกข้าจึงต้องมาเอาคืน”
“พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้” ขุนทรายกล่าว “พวกเจ้าควรจะปล่อยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
“หึ เจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามาสั่งสอนพวกข้า” ชายฉกรรจ์ถาม
“ข้าคือขุนทราย” ขุนทรายตอบ “และข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำร้ายใครที่นี่”
“ขุนทราย…” ชายฉกรรจ์หัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน จ้าวแห่งเงาอย่างนั้นเหรอ พวกข้าไม่กลัวเจ้าหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู” ขุนทรายกล่าว
ขุนทรายร่ายเวทมนตร์แห่งความมืด พลังงานสีดำสนิทแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาและปกคลุมไปทั่วบริเวณ ชายฉกรรจ์ต่างพากันหวาดกลัวเมื่อเห็นพลังอันมหาศาลของขุนทราย
“ฆ่ามัน!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกน
ชายฉกรรจ์ทั้งหมดพุ่งเข้าใส่ขุนทรายพร้อมกัน ขุนทรายหลบหลีกการโจมตีของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย และตอบโต้ด้วยเวทมนตร์แห่งความมืด เขาใช้เงาเป็นอาวุธและโจมตีใส่ศัตรูอย่างแม่นยำ
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ขุนทรายสามารถจัดการชายฉกรรจ์ไปได้หลายคน แต่พวกเขาก็ยังมีจำนวนมากกว่าเขามาก ขุนทรายเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่อไป
ทันใดนั้นเอง ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็ใช้มีดแทงเข้าที่หลังของขุนทราย ขุนทรายร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและทรุดตัวลงกับพื้น
“ฮ่าๆๆ” ชายฉกรรจ์หัวเราะเยาะ “จ้าวแห่งเงาอย่างเจ้า ก็ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่คิดนี่นา”
ขุนทรายกัดฟันกรอด เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายของเขากลับไม่ตอบสนอง
“จบสิ้นกันที” ชายฉกรรจ์กล่าว เขาเงื้อมีดขึ้นเตรียมแทงขุนทรายซ้ำ
แต่ในขณะนั้นเอง เงาดำขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นจากด้านหลังของขุนทราย เงาดำนั้นพุ่งเข้าใส่ชายฉกรรจ์และฉีกร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ
ชายฉกรรจ์คนอื่นๆ ต่างพากันหวาดกลัวและพยายามหนีเอาตัวรอด แต่เงาดำนั้นกลับไล่ตามพวกเขาไปทุกหนทุกแห่ง และสังหารพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม
ในที่สุด ชายฉกรรจ์ทั้งหมดก็ถูกเงาดำสังหารจนหมดสิ้น เงาดำนั้นค่อยๆ หดตัวลงและกลับเข้าไปในร่างของขุนทราย
ขุนทรายลุกขึ้นยืน เขารู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขา พลังนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยสัมผัสมา
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความกระหายเลือดและความบ้าคลั่งที่กำลังกัดกินจิตใจของเขา พลังแห่งความมืดเริ่มครอบงำเขาอย่างสมบูรณ์
ขุนทรายเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงคำรามกึกก้อง ท้องฟ้าเหนือโอเอซิสแห่งความหวังพลันมืดมิดลงทันที
จากความมืดมิดนั้น ปรากฏดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งจ้องมองลงมายังหมู่บ้านด้วยความกระหายเลือด ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นในความมืด
“ข้ากลับมาแล้ว…”
และแล้ว เสียงกรีดร้องก็ดังระงมไปทั่วทั้งโอเอซิส