เงาอสูรใต้แสงจันทร์

Chapter 1 — เงาอสูรใต้แสงจันทร์

เสียงกรีดร้องแหวกความมืดสนิท ราวกับมีดคมกรีดลงบนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำ ฉันสะดุ้งตื่น เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก ฉันชื่อ ศรีสุดา แต่ที่นี่ไม่ใช่โลกที่ฉันรู้จักอีกต่อไป

ฉันจำได้ว่าเมื่อคืนนี้ ฉันยังคงนั่งทำงานอยู่ที่ร้านขายหนังสือเล็กๆ ในซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ฝนตกหนัก ฟ้าร้องคำราม แต่แล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อจู่ๆ แสงสีทองสว่างจ้าก็สาดส่องลงมา พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังก้องในหัว ราวกับเสียงเรียกจากห้วงลึกของจักรวาล

และตอนนี้ ฉันอยู่ที่นี่… โลกที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่าน สัตว์ประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงจันทร์สีม่วงถึงสามดวง ฉันไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน หรือฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่สิ่งเดียวที่ฉันรู้คือ ฉันต้องเอาชีวิตรอด

ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองสำรวจรอบตัวอย่างระมัดระวัง บริเวณที่ฉันอยู่เป็นเหมือนป่าทึบ แสงจันทร์สีม่วงสาดส่องลงมา ทำให้เงาของต้นไม้ดูบิดเบี้ยวและน่ากลัว ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันตรายที่แฝงตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง

“มีใครอยู่แถวนี้ไหมคะ?” ฉันตะโกนออกไป เสียงของฉันสั่นเครือเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพยายามที่จะแสดงความกล้าหาญออกมา ฉันรู้ว่ามันอาจจะไร้ประโยชน์ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้อีก

ไม่มีเสียงตอบรับ นอกจากเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ และเสียงร้องของสัตว์ประหลาดที่ดังมาจากที่ไกลๆ ฉันถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวัง ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านหลัง ฉันหันกลับไปอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ

มันคือสัตว์ประหลาด รูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ขนของมันเป็นสีดำสนิท ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำ ราวกับเปลวไฟ มันจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือด

ฉันรู้ทันทีว่าฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไร หรือมันต้องการอะไร แต่ฉันรู้ว่าฉันต้องหนี

ฉันหันหลังกลับ และเริ่มวิ่งสุดกำลัง ฉันวิ่งผ่านต้นไม้ วิ่งข้ามก้อนหิน วิ่งผ่านพุ่มไม้ ฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังวิ่งไปที่ไหน แต่ฉันรู้ว่าฉันต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สัตว์ประหลาดวิ่งตามฉันมาอย่างกระชั้นชิด เสียงฝีเท้าของมันดังก้องอยู่ในหูของฉัน ฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของมันที่ต้นคอของฉัน

ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถวิ่งหนีมันได้ตลอดไป ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ฉันต้องสู้

ฉันหยุดวิ่ง หันกลับไปเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด ฉันกำมือแน่น พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่ในตัว

“แกต้องการอะไร?” ฉันถามเสียงสั่น

สัตว์ประหลาดคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด และพุ่งเข้าใส่ฉัน ฉันหลับตาปี๋ เตรียมพร้อมรับความตาย

แต่แล้ว… ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น

แสงสีทองสว่างจ้าสาดส่องลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ส่องมาที่ตัวฉัน แต่ส่องมาที่สัตว์ประหลาด สัตว์ประหลาดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และล้มลงกับพื้น

ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูสัตว์ประหลาดที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นดิน แสงสีทองยังคงสาดส่องลงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสัตว์ประหลาดกลายเป็นผุยผงและหายไป

ฉันยืนตัวสั่นเทา มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่เข้าใจว่าแสงสีทองนั้นคืออะไร และทำไมมันถึงช่วยฉัน

ทันใดนั้น แสงสีทองก็เริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ฉัน ฉันรู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากแสงนั้น มันเป็นพลังงานที่อบอุ่นและอ่อนโยน แต่ก็แข็งแกร่งและน่าเกรงขาม

แสงสีทองสัมผัสตัวฉัน ฉันรู้สึกเหมือนว่าร่างกายของฉันกำลังถูกเติมเต็มไปด้วยพลังงานใหม่ มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษและน่าอัศจรรย์

เมื่อแสงสีทองจางหายไป ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ฉันรู้สึกว่าฉันแข็งแกร่งขึ้น ฉันฉลาดขึ้น ฉันกล้าหาญขึ้น

ฉันมองลงไปที่มือของฉัน ฉันเห็นว่ามีสัญลักษณ์แปลกๆ ปรากฏขึ้นบนหลังมือของฉัน มันเป็นสัญลักษณ์ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ฉันรู้สึกว่าฉันรู้จักมันดี

ฉันรู้ว่าสัญลักษณ์นี้คือสิ่งที่ทำให้ฉันแตกต่างจากคนอื่นๆ ฉันรู้ว่าสัญลักษณ์นี้คือสิ่งที่ทำให้ฉันพิเศษ

ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ฉันไม่รู้ว่าฉันจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรอีกบ้าง แต่ฉันรู้ว่าฉันจะไม่ยอมแพ้ ฉันจะใช้พลังที่ฉันได้รับมาเพื่อเอาชีวิตรอด และเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้

ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงจันทร์สีม่วง ฉันรู้ว่าการผจญภัยของฉันเพิ่งเริ่มต้นขึ้น

ฉันเดินเข้าไปในป่าลึก โดยไม่รู้เลยว่ากำลังมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมองมาที่ฉันจากเงามืด สายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ และความคาดหวัง

ร่างในเงามืดกระซิบเบาๆ ว่า “ในที่สุด… ผู้ถูกเลือกก็มาถึงแล้ว”

จากนั้น ร่างนั้นก็หายลับไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความลึกลับที่ปกคลุมไปทั่วทั้งป่า

ฉันเดินทางลึกเข้าไปในป่า แสงจันทร์สีม่วงสาดส่องเป็นเงาทะมึน ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมองมาเป็นระยะๆ แต่ฉันก็ไม่หวาดหวั่น ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ และฉันก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

ฉันเดินไปตามลำธารเล็กๆ ที่ไหลรินผ่านป่า ฉันหวังว่าจะเจอบางอย่างที่ช่วยให้ฉันเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็หาอาหารประทังชีวิตได้บ้าง

ในขณะที่ฉันกำลังเดินอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางเบาๆ ดังมาจากพุ่มไม้ข้างหน้า ฉันหยุดเดิน และค่อยๆ ย่องเข้าไปดู

สิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันตกใจจนแทบช็อก มันคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นอนหมดสติอยู่บนพื้นดิน เธอมีบาดแผลเต็มตัว และเสื้อผ้าของเธอขาดรุ่งริ่ง

ฉันรีบเข้าไปดูอาการของเธอ ฉันพบว่าเธอยังมีลมหายใจอยู่ แต่ชีพจรของเธออ่อนมาก ฉันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเธอ

ฉันอุ้มเธอขึ้นมา และพาเธอไปที่ริมลำธาร ฉันใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดบาดแผลของเธอ และพยายามป้อนน้ำให้เธอ

เด็กผู้หญิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เธอไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองมาที่ฉันด้วยความหวาดกลัว

“ไม่เป็นไรนะ ฉันจะช่วยเธอเอง” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พยายามที่จะทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย

เด็กผู้หญิงยังคงเงียบ แต่เธอก็ยอมให้ฉันดูแลเธอ ฉันรู้ว่าเธอคงผ่านเรื่องเลวร้ายมามากมาย แต่ฉันก็หวังว่าฉันจะสามารถช่วยให้เธอหายจากความหวาดกลัวได้

ฉันตัดสินใจที่จะพาเธอไปด้วย ฉันไม่สามารถทิ้งเธอไว้ที่นี่ได้ ฉันรู้ว่าถ้าเธออยู่คนเดียว เธอจะต้องตายอย่างแน่นอน

ฉันอุ้มเธอเดินต่อไปในป่า ฉันไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปที่ไหน แต่ฉันรู้ว่าเราต้องไปด้วยกัน

ในขณะที่เรากำลังเดินอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านหลัง มันเป็นเสียงคำรามที่ดุดันและน่ากลัว

ฉันหันกลับไปมอง และสิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันขนลุกซู่

มันคือฝูงสัตว์ประหลาด พวกมันมีรูปร่างคล้ายหมาป่า แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก และพวกมันก็มีจำนวนมากมาย

พวกมันกำลังวิ่งตรงมาที่เราด้วยความเร็วสูง พวกมันต้องการที่จะฆ่าเรา

ฉันรู้ว่าเราไม่มีทางหนีพ้น ฉันต้องสู้

ฉันวางเด็กผู้หญิงลงบนพื้นดิน และหันไปเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์ประหลาด ฉันกำมือแน่น พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่ในตัว

“พวกแกต้องการอะไร?” ฉันตะโกนออกไป

สัตว์ประหลาดไม่ตอบ พวกมันคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด และพุ่งเข้าใส่ฉันพร้อมๆ กัน

ฉันหลับตาปี๋ เตรียมพร้อมรับความตาย

แต่แล้ว… ก็มีบางอย่างเกิดขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้ไม่ใช่แสงสีทอง แต่เป็นพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของเด็กผู้หญิง พลังงานนั้นรุนแรงและน่าสะพรึงกลัว มันทำให้สัตว์ประหลาดทั้งหมดหยุดชะงัก

ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง ฉันเห็นว่าเด็กผู้หญิงกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ดวงตาของเธอเป็นสีม่วงสว่างจ้า และรอบตัวของเธอมีพลังงานสีดำปกคลุมอยู่

เด็กผู้หญิงยกมือขึ้น และพลังงานสีดำก็พุ่งเข้าใส่ฝูงสัตว์ประหลาด สัตว์ประหลาดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และล้มลงกับพื้น

ภายในเวลาไม่นาน สัตว์ประหลาดทั้งหมดก็ถูกกำจัดจนหมดสิ้น เด็กผู้หญิงค่อยๆ ลงมาที่พื้นดิน และสลบไป

ฉันรีบเข้าไปดูอาการของเธอ ฉันพบว่าเธอปลอดภัยดี แต่เธอเหนื่อยมาก ฉันอุ้มเธอขึ้นมา และเดินต่อไปในป่า

ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่เข้าใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร และทำไมเธอถึงมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้คือ เธอไม่ใช่เด็กธรรมดา และฉันก็ต้องปกป้องเธอให้ได้

ฉันเดินเข้าไปในป่าลึก โดยไม่รู้เลยว่าการผจญภัยครั้งใหญ่กำลังรอคอยฉันอยู่

เมื่อฉันเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้บางต้นมีรูปร่างบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด สัตว์บางตัวมีสีสันที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และบางครั้งฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบที่ไม่มีใครพูดดังมาจากในความมืด

ฉันรู้ว่าป่าแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ธรรมดา มันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และความลึกลับ

ในที่สุด ฉันก็มาถึงที่โล่งแห่งหนึ่ง ที่กลางที่โล่งนั้น มีแท่นหินขนาดใหญ่อยู่ แท่นหินนั้นมีสัญลักษณ์แปลกๆ สลักอยู่ และมีแสงสีม่วงเรืองรองออกมา

ฉันเดินเข้าไปใกล้แท่นหินอย่างระมัดระวัง ฉันรู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากแท่นหินนั้น มันเป็นพลังงานที่ดึงดูดฉันเข้าไปใกล้

เมื่อฉันเข้าไปใกล้แท่นหินมากพอ ฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบดังขึ้นในหัวของฉัน

“จงวางมือของเจ้าลงบนแท่นหิน” เสียงกระซิบนั้นกล่าว

ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วฉันก็ตัดสินใจที่จะทำตาม ฉันวางมือของฉันลงบนแท่นหิน

ทันใดนั้น แสงสีม่วงก็สว่างจ้าขึ้น และพลังงานอันมหาศาลก็ไหลเข้าสู่ร่างกายของฉัน ฉันรู้สึกเหมือนว่าร่างกายของฉันกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

ฉันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด และล้มลงกับพื้น

ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังจะตายหรือไม่ แต่ฉันรู้ว่าฉันกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อแสงสีม่วงจางหายไป ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูรอบตัว ฉันเห็นว่าร่างกายของฉันเปลี่ยนไป ผมของฉันยาวขึ้น ผิวของฉันขาวขึ้น และดวงตาของฉันเป็นสีม่วง

ฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่ศรีสุดาคนเดิมอีกต่อไป ฉันกลายเป็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

ฉันยืนขึ้น และเดินออกจากที่โล่ง ฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังจะไปที่ไหน แต่ฉันรู้ว่าฉันมีเป้าหมาย

ฉันต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้ ฉันต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวฉันเอง และฉันต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนนั้น

ฉันเดินเข้าไปในความมืด โดยไม่รู้เลยว่ามีอันตรายมากมายรอคอยฉันอยู่ข้างหน้า

แต่ฉันก็ไม่หวาดหวั่น เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ฉันมีเด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่กับฉัน และฉันก็มีพลังที่ฉันได้รับมา

เราจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งไปด้วยกัน เราจะเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน และเราจะค้นหาความจริงไปด้วยกัน

ในขณะที่ฉันกำลังเดินอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง ฉันหันกลับไปมอง และสิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันตกใจจนแทบช็อก

มันคือชายคนหนึ่ง สวมชุดเกราะสีดำสนิท ถือดาบยาว และมีดวงตาสีแดงก่ำ

เขากำลังเดินตรงมาที่ฉันด้วยความเร็วสูง และบนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่น่ากลัว

“ในที่สุด… ฉันก็เจอเธอแล้ว” เขากล่าว

ใครคือชายคนนี้? และเขาต้องการอะไรจากฉัน? ฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้ว่าฉันกำลังตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)