จุติสู่แดนวารี
Chapter 1 — จุติสู่แดนวารี
เสียงกรีดร้องแหวกอากาศดังสนั่น ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลงเหมือนเปลวเทียนต้องลม ฉันจำได้แค่ภาพสุดท้ายคือรถบรรทุกสิบล้อพุ่งตรงมา... และความมืดมิด
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเย็นชื้นและความเค็มของน้ำทะเล ฉันนอนคว่ำหน้าอยู่บนหาดทรายสีขาวละเอียด แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาจนแสบตา ร่างกายหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาทรายมากรอกไว้ข้างใน
ฉันชื่อ “ธารา” เป็นนักศึกษาปีสาม คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ชีวิตก็เรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป ชอบอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง และฝันถึงการผจญภัยที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ ความฝัน(ร้าย)กำลังกลายเป็นความจริงเสียแล้ว
ฉันพยายามลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ ตัว หาดทรายทอดยาวสุดลูกหูลูกตา น้ำทะเลสีครามใสแจ๋ว ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ไม่มีวี่แววของผู้คนหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงต้นปาล์มสูงตระหง่านที่ขึ้นเรียงรายอยู่ตามแนวชายหาด
“นี่มันที่ไหนกัน?” ฉันพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบแห้งราวกับคนไม่ได้กินน้ำมาหลายวัน เสื้อผ้าที่สวมอยู่ไม่ใช่ชุดเดิมที่ใส่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นชุดผ้าลินินสีขาวบางเบา คล้ายชุดนอนมากกว่า
ฉันสำรวจร่างกายตัวเองอย่างละเอียด ไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ มีเพียงรอยฟกช้ำเล็กน้อยตามแขนขาเท่านั้น นอกจากชุดที่สวมอยู่แล้ว ก็ไม่มีสิ่งของติดตัวเลย แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็หายไป
ฉันตัดสินใจเดินไปตามชายหาด หวังว่าจะเจอบ้านคนหรืออะไรก็ตามที่จะช่วยให้ฉันรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่ เดินไปได้สักพัก ก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยและกระหายน้ำ แสงแดดที่แผดจ้าทำให้ผิวเริ่มแสบร้อน
ในขณะที่กำลังจะหมดแรง ฉันก็สังเกตเห็นบางอย่างอยู่ไม่ไกล เป็นเหมือนซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างโบราณ โผล่พ้นทรายขึ้นมาเล็กน้อย
ด้วยความหวังว่าจะพบอะไรที่เป็นประโยชน์ ฉันรีบเดินตรงไปยังซากปรักหักพังนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ ก็พบว่าเป็นซากวิหารเก่าแก่ที่สร้างจากหินสีขาว มีลวดลายสลักเสลาที่สวยงามแต่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา
ฉันเดินสำรวจภายในวิหารอย่างระมัดระวัง พื้นวิหารเต็มไปด้วยทรายและเศษหิน มีเสาหินที่หักพังอยู่หลายต้น ตรงกลางวิหารมีแท่นบูชาหินขนาดใหญ่ บนแท่นบูชามีแผ่นศิลาจารึกแผ่นหนึ่งวางอยู่
ฉันเข้าไปดูแผ่นศิลาจารึกนั้น พบว่ามีตัวอักษรโบราณสลักอยู่ ฉันไม่เคยเห็นตัวอักษรแบบนี้มาก่อน แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ทันใดนั้นเอง แสงสีทองสว่างจ้าก็ส่องลงมาจากท้องฟ้า แสงนั้นพุ่งตรงมาที่แผ่นศิลาจารึก ทำให้ตัวอักษรบนแผ่นศิลาจารึกเปล่งแสงออกมา
ฉันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ มองดูแสงสีทองที่ส่องจ้าขึ้นเรื่อยๆ แสงนั้นค่อยๆ กลืนกินแผ่นศิลาจารึก ก่อนที่จะแผ่ขยายออกมาครอบคลุมทั่วทั้งวิหาร
ในขณะที่แสงสีทองกำลังจะสัมผัสตัวฉัน ฉันก็ได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาในหู เสียงนั้นเบามาก แต่กลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด
“ผู้ถูกเลือก… เจ้าคือความหวัง… แห่งพิภพวารี…”
สิ้นเสียงกระซิบ แสงสีทองก็กลืนกินร่างของฉันไป ฉันรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในวังวนแห่งแสงสว่าง ความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินกว่าจะทนทาน
ฉันกรีดร้องออกมาสุดเสียง ก่อนที่จะหมดสติไป
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ฉันพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในวิหารเก่าแก่อีกต่อไป แต่กลับอยู่ในถ้ำใต้น้ำที่มืดมิด มีเพียงแสงเรืองรองจากพืชทะเลที่ส่องสว่างเล็กน้อย
ฉันพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็ต้องทรุดลงไปอีกครั้ง เพราะร่างกายอ่อนแรงมาก ฉันสำรวจร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็ว พบว่าชุดที่สวมอยู่เปลี่ยนไปอีกแล้ว กลายเป็นชุดเกราะหนังสีดำสนิทที่แนบเนื้อ
นอกจากชุดเกราะแล้ว ยังมีดาบยาวเล่มหนึ่งวางอยู่ข้างๆ ตัวฉัน ดาบเล่มนั้นมีด้ามจับที่ทำจากกระดูกปลา และใบดาบที่ทำจากหินสีดำขลับ
ฉันหยิบดาบขึ้นมาถือ มันหนักและเย็นเฉียบ ฉันไม่เคยจับดาบมาก่อน แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างน่าประหลาด เหมือนเคยใช้มันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ทันใดนั้นเอง ฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากในถ้ำ เสียงนั้นเหมือนเสียงครีบว่ายน้ำ แต่กลับดังและหนักแน่นกว่าปกติ
ฉันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฉันกำดาบในมือแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมา
ในที่สุด สิ่งนั้นก็ปรากฏตัวออกมาจากความมืด เป็นเงาดำทะมึนขนาดใหญ่ที่ว่ายเข้ามาในถ้ำ เมื่อเงาเคลื่อนเข้ามาใกล้แสงสว่าง ฉันก็เห็นรูปร่างของมันอย่างชัดเจน
มันคือสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายปลา แต่มีขนาดใหญ่โตกว่าปลาวาฬเสียอีก มันมีดวงตาสีแดงก่ำที่จ้องมองมาที่ฉันอย่างดุร้าย และฟันแหลมคมที่ยื่นออกมาจากปาก
สัตว์ประหลาดตัวนั้นคำรามออกมาเสียงดังสนั่น ทำให้ถ้ำทั้งถ้ำสั่นสะเทือน มันพุ่งตรงเข้ามาหาฉันด้วยความเร็วสูง ฉันรู้ว่าฉันต้องสู้ เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกที่ไม่รู้จักแห่งนี้
แต่สิ่งที่ฉันไม่รู้ก็คือ… นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนชีวิตของฉันไปตลอดกาล และชะตากรรมของพิภพวารี…