พิธีกรรมเที่ยงคืนที่หนองไผ่
Chapter 1 — พิธีกรรมเที่ยงคืนที่หนองไผ่
กลิ่นดอกลีลาวลีโชยมาแตะจมูก ราวกับมือเย็นเยียบที่ลูบไล้แก้ม อากาศยามค่ำคืนในหมู่บ้านริมน้ำแห่งนี้ หอมหวานเสียจนน่าขนลุก ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก สูดเอาความทรงจำวัยเยาว์กลับคืนมา ทว่าคราวนี้มันกลับไม่เหมือนเดิม
สิบปีแล้วสินะ ที่ฉันจากบ้านเกิดไป สิบปีที่ทิ้งเรื่องราวเลวร้ายไว้เบื้องหลัง สิบปีที่พยายามลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ “เรือนริมน้ำ”
ฉันชื่อ ปวีณา ชื่อที่แม่ตั้งให้ด้วยความหวังว่าชีวิตของฉันจะสดใสและเต็มไปด้วยความสุขเหมือนแสงจันทร์เต็มดวง แต่ดูเหมือนว่าความหวังของแม่จะไม่เป็นจริง เพราะชีวิตของฉันกลับมืดมิดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมาตั้งแต่จำความได้
หมู่บ้านของเราชื่อ “บ้านแสงจันทร์” เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง ชีวิตเรียบง่ายและเงียบสงบ แต่เบื้องหลังความสงบนั้น กลับซ่อนเร้นเรื่องราวลึกลับและน่าสะพรึงกลัวเอาไว้
“ปวีณา กลับมาทำไม?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันไปมอง ชายชราในชุดขาว นุ่งผ้าโจงกระเบนสีดำ ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่ฉันอย่างไม่เป็นมิตร
“สวัสดีค่ะ ลุงสม” ฉันยกมือไหว้ เขารับไหว้อย่างเสียไม่ได้ “หนูแค่กลับมาเยี่ยมบ้านค่ะ”
“เยี่ยมบ้าน? หรือว่ากลับมาเพราะเรื่องนั้น?” ลุงสมถามเสียงเข้ม
ฉันเงียบ ไม่รู้จะตอบอะไร “เรื่องนั้น” ที่ลุงสมพูดถึง คือเรื่องที่ฉันพยายามจะลืม เรื่องราวเกี่ยวกับเรือนริมน้ำ และเรื่องราวเกี่ยวกับ “ผีพราย”
“อย่ามายุ่งกับมันอีก” ลุงสมเตือนเสียงหนักแน่น “ปล่อยให้มันเป็นไปตามวิถีของมัน”
ฉันพยักหน้า “ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว”
ลุงสมมองหน้าฉันอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนอยู่คนเดียวในความมืด ฉันมองตามหลังเขาไปจนลับสายตา แล้วหันกลับมามองเรือนริมน้ำ เรือนไม้เก่าๆ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำ แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้เรือนหลังนั้นดูวังเวงและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
เรือนริมน้ำ… สถานที่ที่ฉันไม่อยากกลับมาเหยียบอีกครั้ง สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย สถานที่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉันไปตลอดกาล
ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆ ฉันชอบเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่เรือนริมน้ำ เรือนหลังนั้นเป็นเรือนร้าง ไม่มีใครอาศัยอยู่ แต่พวกเราก็ชอบเข้าไปเล่นกัน เพราะมันสนุกและน่าตื่นเต้น
แต่แล้ววันหนึ่ง… วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป วันที่เราเล่นซ่อนแอบกันตามปกติ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม ฉันจำได้ว่าฉันวิ่งเข้าไปซ่อนในห้องใต้ดินของเรือน ห้องนั้นมืดและเย็น ฉันได้ยินเสียงน้ำหยดติ๋งๆ และกลิ่นอับชื้นโชยมาเตะจมูก
ฉันนั่งรออยู่ในความมืด รอให้เพื่อนๆ มาหา แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีใครมา ฉันเริ่มรู้สึกกลัว ฉันเรียกชื่อเพื่อนๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ฉันตัดสินใจจะออกจากห้อง แต่ประตูห้องกลับล็อค
ฉันพยายามเปิดประตู แต่เปิดไม่ออก ฉันทุบประตู ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครได้ยิน ฉันเริ่มร้องไห้ ฉันกลัวมาก กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในห้องนี้ตลอดไป
และแล้ว… ฉันก็ได้ยินเสียง เสียงกระซิบ เสียงที่แผ่วเบาแต่เย็นเยียบ เสียงที่ดังมาจากในความมืด
“อยากเล่นด้วยกันไหม?”
ฉันตัวแข็งทื่อ ฉันไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน ฉันกลัวมาก ฉันพยายามเงียบ ไม่ตอบอะไร
“ออกมาเล่นด้วยกันสิ” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันใกล้เข้ามา ใกล้จนฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นๆ ที่ข้างหู
ฉันกรีดร้องสุดเสียง แล้วหมดสติไป
เมื่อฉันฟื้นขึ้นมา ฉันพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องนอนที่บ้าน แม่นั่งอยู่ข้างๆ คอยดูแลฉัน
“เกิดอะไรขึ้น?” ฉันถาม
“แม่ก็ไม่รู้” แม่ตอบ “หนูหมดสติไป เพื่อนๆ หาหนูไม่เจอ นึกว่าหนูหายไปแล้ว”
ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องใต้ดินให้แม่ฟัง แต่แม่ไม่เชื่อ แม่บอกว่าฉันคงจะฝันร้ายไป
แต่ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน ฉันรู้ว่าฉันได้ยินเสียงกระซิบ ฉันรู้ว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในเรือนริมน้ำ
หลังจากวันนั้น ฉันก็ไม่กล้ากลับไปที่เรือนริมน้ำอีกเลย ฉันพยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ฉันก็ทำไม่ได้ เสียงกระซิบยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฉัน
และตอนนี้… ฉันกลับมาที่บ้านเกิด กลับมาที่เรือนริมน้ำอีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าทำไม ฉันแค่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเรียกฉันกลับมา
ฉันเดินเข้าไปใกล้เรือนริมน้ำมากขึ้น ฉันมองลอดเข้าไปในหน้าต่าง มองเข้าไปในความมืด ฉันพยายามมองหาอะไรบางอย่าง แต่ฉันก็ไม่เห็นอะไรเลย
ทันใดนั้น… ฉันก็ได้ยินเสียง เสียงกระซิบ เสียงที่ฉันคุ้นเคย เสียงที่ทำให้ฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ปวีณา…”
ฉันหันขวับไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใคร ฉันยืนตัวสั่นเทา ฉันรู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน มันมาจากในเรือนริมน้ำ มันมาจาก… ผีพราย
ฉันตัดสินใจจะเดินหนี แต่ขากลับไม่ฟังคำสั่ง ฉันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังดึงฉันเข้าไปในเรือน ฉันพยายามขัดขืน แต่ก็ไม่เป็นผล
ในที่สุด… ฉันก็ถูกดึงเข้าไปในเรือนริมน้ำ ประตูไม้เก่าๆ ปิดลงดังปัง
ความมืดมิดเข้าปกคลุม ฉันยืนอยู่คนเดียวในความมืด ความกลัวกัดกินหัวใจของฉัน
“ออกมาเล่นด้วยกันสิ” เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันใกล้เข้ามา ใกล้จนฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นๆ ที่ข้างหู
และแล้ว… ฉันก็เห็นมัน
เงาตะคุ่มๆ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน เงาที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เงาที่… ไม่มีขา
เงาพราย…
ฉันกรีดร้องสุดเสียง แล้ววิ่งหนีเข้าไปในความมืด ฉันวิ่งไปตามทางเดิน วิ่งเข้าไปในห้องต่างๆ ฉันไม่รู้ว่าฉันกำลังวิ่งไปไหน ฉันรู้แค่ว่าฉันต้องหนี หนีจากเงาพราย หนีจากเรือนริมน้ำ หนีจาก… ความตาย
ฉันวิ่งไปจนสุดทาง แล้วพบว่าตัวเองอยู่ในห้องใต้ดิน ห้องที่ฉันเคยติดอยู่เมื่อตอนเด็กๆ ห้องที่มืดและเย็น ห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย
ฉันมองไปรอบๆ ห้อง ฉันเห็นประตู ฉันเห็นบันได ฉันเห็น… หีบไม้เก่าๆ
หีบไม้ที่วางอยู่กลางห้อง หีบไม้ที่ถูกปิดตาย หีบไม้ที่… สั่นสะเทือน
ฉันเดินเข้าไปใกล้หีบไม้มากขึ้น ฉันมองดูมันอย่างหวาดระแวง ฉันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ข้างในหีบ
ทันใดนั้น… หีบไม้ก็เปิดออก
และสิ่งที่อยู่ข้างในหีบ… ก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันคาดคิด
มันคือ… ตุ๊กตา
ตุ๊กตาไม้เก่าๆ ที่มีรอยร้าวไปทั้งตัว ตุ๊กตาที่… หน้าตาเหมือนฉัน
ฉันมองดูตุ๊กตาอย่างตกตะลึง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมตุ๊กตาถึงหน้าตาเหมือนฉัน และทำไมมันถึงอยู่ในหีบไม้ที่ถูกปิดตาย
ทันใดนั้น… ตุ๊กตาก็ลืมตาขึ้น
ดวงตาสีดำขลับ จ้องมองมาที่ฉันอย่างเย็นเยียบ
“ในที่สุด… เธอก็กลับมา” ตุ๊กตาพูด
เสียงของมัน… เหมือนเสียงของฉัน แต่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายและความกระหายเลือด
ฉันก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัว ฉันไม่รู้ว่าตุ๊กตาเป็นใคร หรือมันต้องการอะไรจากฉัน
“ไม่ต้องกลัว” ตุ๊กตาพูด “ฉันคือเธอ และเธอคือฉัน เราเป็นหนึ่งเดียวกัน”
“ไม่!” ฉันตะโกน “ฉันไม่ใช่เธอ!”
“ใช่… เธอคือฉัน” ตุ๊กตาพูด “และตอนนี้… ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมารวมกัน”
ตุ๊กตากระโดดลงจากหีบ แล้วเดินตรงมาที่ฉัน
ฉันพยายามวิ่งหนี แต่ขาของฉันกลับไม่ขยับ ฉันยืนตัวแข็งทื่อ มองดูตุ๊กตาเดินเข้ามาใกล้ฉันเรื่อยๆ
เมื่อตุ๊กตาเข้ามาใกล้พอ มันก็ยื่นมือมาจับหน้าของฉัน
“เราจะกลับมารวมกัน…” ตุ๊กตาพูด “และเราจะไม่มีวันแยกจากกันอีกต่อไป”
ฉันกรีดร้องสุดเสียง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
ณ บ้านแสงจันทร์อันเงียบสงบ เรือนริมน้ำยังคงตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำ แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมา แต่คราวนี้มันกลับดูมืดมิดและน่ากลัวกว่าเดิม
ในห้องใต้ดินของเรือนริมน้ำ หีบไม้เก่าๆ ถูกเปิดทิ้งไว้ ตุ๊กตาไม้ที่หน้าตาเหมือนปวีณา ยืนอยู่กลางห้อง ดวงตาสีดำขลับ จ้องมองไปยังความมืด
และแล้ว… รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของตุ๊กตา รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายและความสะใจ
“ทุกอย่างเป็นไปตามแผน…” ตุ๊กตาพูด “และต่อไป… จะไม่มีใครสามารถหยุดเราได้”
ทันใดนั้น… เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ตุ๊กตาหันไปมองประตู ดวงตาของมันเป็นประกาย
“เข้ามาสิ…” ตุ๊กตาพูด “ฉันกำลังรออยู่”
เสียงประตูเปิดออก… และร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
เขาคือ… ภูผา
เพื่อนสนิทของปวีณาตั้งแต่สมัยเด็ก
“ปวีณา…” ภูผาเรียกชื่อของเธอ “เธออยู่ที่ไหน?”
ตุ๊กตายิ้มกว้างกว่าเดิม
“ฉันอยู่นี่…” ตุ๊กตาพูด “มาหาฉันสิ”
ภูผาเดินเข้ามาในห้อง เขาเดินตรงมาที่ตุ๊กตา
“ปวีณา…” ภูผาพูด “เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?”
“ไม่มีอะไร…” ตุ๊กตาตอบ “ฉันแค่… อยากเล่นกับเธอ”
ภูผาขมวดคิ้ว “เล่นอะไร?”
“เล่นซ่อนแอบ…” ตุ๊กตาพูด “เธออยากเล่นไหม?”
ภูผามองหน้าตุ๊กตาอย่างสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับปวีณา
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ตุ๊กตาก็กระโดดเข้าใส่เขา
“หาฉันให้เจอสิ…” ตุ๊กตาพูด “ถ้าเธอทำได้…”
ภูผากรีดร้องสุดเสียง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
ในห้องใต้ดินของเรือนริมน้ำ ตุ๊กตาไม้ที่หน้าตาเหมือนปวีณา ยืนอยู่กลางห้อง ดวงตาสีดำขลับ จ้องมองไปยังความมืด
และแล้ว… เสียงกระซิบก็ดังขึ้น
“คนต่อไป…” ตุ๊กตาพูด “ใครจะเป็นรายต่อไป…”
เสียงกระซิบแผ่วหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบและความน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมเรือนริมน้ำ